Mahatma GandhiPolitics without principles,
Pleasure without conscience,
Wealth without work
Knowledge without character,
Commerce without morality,
Science without humanity,
Worship without sacrifice


เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักกา
หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิ

ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้อ
งทำงาน
มีความรู้มหาศาลแต่ความประพ
ฤติไม่ดี
ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลหลักธ
รรม
วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มี
ธรรมแห่งมนุษย์
บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสีย
สละ


(เรืองอุไร กุศลาศัย/แปล)

มหาตมะ คานธี “บิดาแห่งประชาชาติ” ของชาวอินเดีย กล่าววรรคทองนี้เอาไว้แต่สมัยเมื่อท่านยังคงมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในการเมืองอินเดีย และเป็นมหาบุรุษที่ชาวโลกเฝ้าจับตามองทุกความเคลื่อนไหว นับจากวันเวลาที่ท่านยังชีพยืนชนม์อยู่มาจนถึงบัดนี้ ก็เป็นเวลากว่าศตวรรษเข้ามานี่แล้ว แต่อมตวาทะของท่านก็ยังคงแสดงความเป็น “อกาลิโก” อยู่ไม่รู้เสื่อมคลาย ร่วมสมัย ทันสมัย ใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำเอาบาป 7 ประการมาพิจารณาการเมืองไทยในวันนี้ ก็จะทำให้เราเห็นได้อย่างเด่นชัดทีเดียวว่า ทำไมการเมืองไทยจึงมากไปด้วยความอัปยศอดสู

บาป 7 ประการนี้ พิเคราะห์ดู ก็นับว่าเป็นสัจธรรมสากลที่ใช้ได้แก่การเมืองทั่วโลก ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน เราลองมาถอดรหัสบาปแต่ละประการดูหน่อยเป็นไร

1.เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ

การบริหารราชการแผ่นดิน ต้องยึดความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส โดยใช้ความรู้ความสามารถ โดยความทุ่มเทอุทิศตน และวัตถุประสงค์ก็คือ “เพื่อประโยชน์ประชาชนส่วนรวม” เมื่อมาพิจารณาดูการเมืองไทยก็จะพบว่า การเมืองไทยในปัจจุบันได้หลงลืมหลักการนี้ไปแล้วอย่างชนิดที่เรียกกันว่า “ไกลสุดกู่” เพราะการเมืองไทยเป็นการเมืองที่ มากไปด้วยคอร์รัปชัน มากไปด้วยเล่ห์กล มากไปด้วยกิเลสตัณหา มากไปด้วยความอัปยศ ถึงขั้นที่กล่าวได้ว่า เป็นการเมืองที่ปราศจากความละอายแก่ใจก็ยังได้

การเมืองได้ถูกเปลี่ยนเป็น “เพื่อผลประโยชน์” แล้วอย่างสิ้นเชิง และเพื่อ “ผลประโยชน์” นี้เอง นักการเมืองจำนวนมากจึงขายตัวให้กับนายทุนพรรคอย่างไร้ยางอายที่สุด คงไม่มียุคไหนอีกแล้วที่นักการเมืองไทยมีเกียรติภูมิตกต่ำเท่ากับนักการเมืองไทยยุคนี้ กล่าวคือ การที่นักการเมืองมี “ค่าตัว” คนละกี่ล้าน กี่สิบล้าน เป็นที่รู้กันทั่วไป แม้แต่ในหมู่เด็กนักเรียนชั้นประถม หากใครจะเถียงว่า คำกล่าวนี้ไม่จริง ก็ลองดูสภาพสังคมไทยในเวลานี้เอาเถิดว่า บ้านเมืองที่เคยร่มเย็นเป็นสุขมาตกต่ำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร หากนักการเมืองไทยมีคุณธรรม ทำเพื่อประโยชน์สุขจริงๆ ของประเทศชาติและประชาชน เราจะหายนะวอดวายกันถึงเพียงนี้หรือ เวลานี้ นักการเมืองไทยจะทำอะไรก็ถือเป้าหมายที่ว่า “...แห่งตัวฉันและพวกพ้อง” เป็นสำคัญ

เมื่อนึกถึง “ผลประโยชน์” แห่ง “ตัวฉันและพวกพ้อง” เป็นสำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุให้พวกเขาเอา “ใครก็ได้” ขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมือง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภาวะผู้นำ ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และความสง่างามในสายตาของประชาคมโลก ผลก็คือ การเมืองไทยตกต่ำ ประเทศชาติย่ำแย่ อำนาจรัฐไร้ประสิทธิภาพ บ้านเมืองไร้ขื่อแป กฎหมายถูกละเมิดเป็นว่าเล่น และความรุนแรงแตกสามัคคีแพร่กระจายไปทั่วประเทศไทย สยามเมืองยิ้ม กลายเป็นสยามเมืองแย่ ยืดเยื้อเรื้อรังมากว่าห้าปีอย่างไม่น่าเชื่อ

หากการเมืองไทย เป็นการเมืองที่นักการเมืองส่วนใหญ่ยึด “หลักการ” ของการเมืองที่แท้เอาไว้ เมืองไทยคงไม่วินาศหายนะอย่างที่เห็นในวันนี้

2.หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด

เวลานี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยเป็นนักบริโภคนิยม คือ แสวงหาความสุขจากการบริโภคปัจจัย 4 อย่างไม่ยั้งคิด มีนิสัยในการบริโภคที่ขาดสติ เช่น ตกเป็นทาสของโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองและทางการตลาด หรือนิยมบริโภคเพื่อมุ่งคุณค่าเทียมมากกว่าคุณค่าแท้ เป็นต้นว่า บริโภคการศึกษาก็เพื่อเสริม “อัตตา” มากกว่า “ปัญญา” จนกล่าวได้ว่า คนไทยเป็นชาติที่บ้าเรียนหนังสือมากที่สุดชาติหนึ่ง เพราะค่านิยมในการทำตัวให้เป็น คนที่ดูเหมือน “มีการศึกษา” (Educated) ของคนไทยนั้น มันหมายถึงการมี “ตัวตน” อยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติ มีสง่าราศี การได้มาซึ่งปริญญาของคนไทย จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นการได้มาซึ่ง “ปัญญา” เสมอไป แต่คนไทยส่วนใหญ่ในเวลานี้มีปริญญาเพื่อจะได้มี “หน้าตา” เป็นสำคัญ

นอกจากนั้นก็บริโภคละครน้ำเน่าเป็นหนึ่งใน 5 ของประเทศที่ดูทีวีมากที่สุดในโลก โดยคนไทยดูทีวีเฉลี่ยต่อคนต่อวัน ว่ากันว่า คนละ 3 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน และ 22 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนการบริโภคหนังสือนั้นกลับน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยคือ โดยเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัดต่อคนต่อปี และที่ควรสังเกตเป็นพิเศษก็คือ คนไทยดื่มสุราและเบียร์หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ติดอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ของแต่ละปีจะมีคนไทยดื่มสุรา เบียร์ และเครื่องดื่มประเภทของมึนเมามากเป็นพิเศษ โดยที่แทบไม่มีใครเอะใจเลยว่า ผลของการดื่ม “ความสุขที่คุณดื่มได้”

เหล่านี้ ก่อความเสียหายให้กับผู้ที่ดื่มและผู้ที่เกี่ยวข้องปีหนึ่งๆ คิดเป็นเงิน เวลา มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเพียงไร ว่าเฉพาะเดือนเม.ย. ของทุกปี ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์จะมีคนตายเพราะการดื่มเหล้าเป็นสาเหตุไม่ต่ำกว่าปีละ 100–200 รายเป็นอย่างน้อย (ในประเทศอื่นจะมีคนบาดเจ็บ ล้มตาย พิการขนาดนี้ต้องรอให้มีระเบิดพลีชีพหรือสงครามกลางเมืองเสียก่อน แต่ละปีสถิตินี้หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์จะเฝ้าจับตารายงานผลอย่างใกล้ชิด ไม่รู้ว่าเพื่อเตือนสติคนไทยหรือเพื่อนับดูว่าจะทำลายสถิติปีก่อนๆ หรือไม่) และเราก็เรียกเทศกาลสงกรานต์ (ซึ่งต้องดื่มกันให้หนักอย่างเสรี) ว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุขสันต์

นี่ยังไม่นับการแสวงหาความสำราญจากการพนันซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดอีกต่างหาก ถัดจากนั้นก็การหาความสำราญจากการละเมิดจริยธรรมทางเพศในหมู่วัยรุ่น นักศึกษา ซึ่งทำให้มีปัญหาเรื่องโรคเอดส์ ท้องก่อนแต่ง และเด็กถูกทำแท้งอีกปีละหลายแสน คน มองลึกลงไปอีก นอกจากการบริโภคปัจจัย 4 และกามคุณ (สนองตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อย่างขาดสติแล้ว การบริโภคทางจิตวิญญาณ (วิญญาณบริโภค) ของคนไทยอย่างเช่น การบริโภคเทพ เช่น จตุคามรามเทพ พระพิฆเนศ พระพรหม คนทรงเจ้า คุณวิเศษเวทไสย ปลัดขิก ตะกรุดของขลังขมังเวท หมอดู (ทั้งแบบสมัครเล่นไม่มีชื่อเสียงและแบบฟันธงและแบบคอนเฟิร์มออกโทรทัศน์) ซึ่งทำให้มีความสุข (เทียม) ทางจิตวิญญาณ ก็นับเป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความสำราญเทียม แต่ไม่เกิดคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนคนไทยเช่นกัน เพราะยิ่งคนไทยบริโภคสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากเพียงไร การณ์กลับกลายเป็นว่า ประเทศไทยมีวิกฤตมากเพียงนั้น นี่ก็น่าจะเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพของ “วิญญาณาหาร” (Spiritual Food) ที่คนไทยบริโภคได้เป็นอย่างดี

การหาความสุขสำราญของคนไทยในยุคบริโภคนิยมเช่นนี้ จึงนับว่าเป็นการหาความสุขสำราญที่ตื้นเขิน ขาดความยั้งคิด บริโภคมาก แต่คุณภาพชีวิตน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ น่าตั้งเป็นข้อสังเกตว่า คุณภาพของสิ่งที่บริโภค (ซึ่งด้อยคุณภาพ) นั้น ในทางกลับกันก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของผู้บริโภคด้วยเช่นเดียวกัน ใช่หรือไม่

ในทางพุทธศาสนาท่านกล่าวว่า การหาความสุขสำราญนั้น ควรจะมาพร้อมกับการเกิดคุณภาพชีวิตใหม่เสมอไป แต่การหาความสุขสำราญที่สักแต่ว่าทำๆ ไป โดยไม่มีคุณภาพชีวิตใหม่เกิดขึ้นนั้นเป็นแต่เพียงการ “สนองตัณหา” รูปแบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเมื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้ว มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ทรงภูมิปัญญา ควรจะมีศักยภาพในการบริโภคที่ประเสริฐกว่านั้น กล่าวคือ ไม่เพียงแต่มุ่งหาความสุขสำราญเพื่อสนองตัณหาเพียงเพื่อให้อยู่รอดวันต่อวัน แต่ยังสามารถหาความสุขสำราญโดยสามารถลดตัณหาให้น้อยลง และขณะเดียวกันก็มีความสุขเพิ่มขึ้นมาได้อีกด้วย

ว.วชิรเมธี

Mahatma Gandhi