No Country for Old Name ไม่มีแผ่นดินสำหรับ ชื่อ (เก่า) แก่

ถ้าเราเอาจอบฟันลงไปในดิน-เกือบทุก หย่อมของประเทศนี้-รับประกันได้เลยว่าจะต้องมีพญานาค วีรบุรุษ ต้นไม้วิเศษ ลำธารมหัศจรรย์ มีบรรพกษัตริย์ที่เคยเดินทัพผ่าน หรือวิญญาณบรรพชน ฯลฯ ถูกขุดติดขึ้นมากับเนื้อดิน
       
       ...ก็ใช่ มันคือคำเปรียบเปรย คุณคงไม่เชื่อจริงๆ หรอกว่าจะมีพญานาคแผ่พังพานออกมาให้เห็น
       
       ทุกๆ ท้องถิ่นมักมี ‘ตำนาน’ หรือ ‘เรื่องเล่า’ ของตนเองเพื่อบอกที่มาที่ไปของแผ่นดินและผู้คนตรงนั้น ท้ายสุด จากตำนานพื้นบ้านก็แปรเป็นชื่อเสียงเรียงนามให้เรียกขาน วารินชำราบ, พัทยา, โคราช, ปากน้ำโพ ฯลฯ ถ้าไม่คิดมาก มันก็แค่เรื่องเล่าสนุกๆ ก่อนนอน แต่เรื่องนี้ซีเรียสกว่าที่คิด
       
       ‘เรื่อง เล่า’ และ ‘ชื่อ’ เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งต่อ ‘รากเหง้า’ และ ‘อัตลักษณ์’ ของผู้คน เราคงเวียนหัวทีเดียวถ้าไม่รู้ว่าเราเป็นใครและผูกพันกับแผ่นดินแห่งนั้น อย่างไร จะรู้สึกสั่นคลอนและหวั่นไหวแค่ไหน
       
       หากไม่มีพื้นที่-โดยเฉพาะพื้นที่เชิงนามธรรม วัฒนธรรม-ให้เรายืนยันกับผู้คนรอบข้างว่า ‘ฉันเป็นใคร’
       
       การสลายตัวตนของผู้คนกลุ่มต่างๆ นับเป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้มีอำนาจชอบ หลังจากนั้นก็ใส่ตัวตนในแบบที่ตนต้องการลงสวมทับแทน จากหลากหลายกลุ่ม ย่อยสลายเหลือเพียงหนึ่ง และนั่นก็ง่ายเหลือเกินสำหรับการควบคุมปกครอง
       
       เป็นวิธีการที่ ‘รัฐไทย’ ชื่นชอบและทำมาโดยตลอด และดูจะเข้มข้นอย่างยิ่งในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่อยากแสดงให้โลกเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของ ‘รัฐชาติ’ ที่มีนามว่า ‘ไทย’ ทั้งที่สุวรรณภูมิมีชาวมอญ มลายู ลาว กวย จีน ไทยใหญ่ อุรักลาโว้ย โส้ ดาระอั้ง และอีกสารพัดอาศัยอยู่ วิธีการเช่นนี้ยังคงสืบทอดถึงปัจจุบัน
       เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวบ้านแห่งหนึ่งในอำเภอรามัน ได้ต่อสู้เรียกร้องให้ราชการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านที่ฝ่ายราชการออกเสียงผิด ให้กลับเป็นชื่อดั้งเดิมของคนท้องถิ่น เป็นการเรียกร้องเพื่อทวงคืนอัตลักษณ์
       
       แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ต้องเผชิญการกลืนให้เป็นหนึ่งเดียวของรัฐไทย และนี่คือหนึ่งในตัวอย่างมากมายเหล่านั้น
       
       เหนือ
       
       ชื่อหมู่บ้าน ตำบล หรือสถานที่ในเชียงใหม่และจังหวัดภาคเหนือ แสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะของชาติพันธุ์ ภูมิศาสตร์ ความโดดเด่นของพื้นที่ และลักษณะทางวัฒนธรรม แต่สถานที่หลายแห่งก็ถูกปรับเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยไม่คำนึงถึงลักษณะต่างๆ ข้างต้นที่บ่งบอกความเป็นชุมชน
       
       ศรีเลา เกษพรหม ปราชญ์ชาวบ้านผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา แห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยกตัวอย่างการปรับเปลี่ยนชื่อ อำเภอหอด ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอฮอด
       
       “เดิมที ใช้ชื่อว่า หอด เพราะเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลมาก กว่าจะเดินทางไปถึงก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ ซึ่งในภาษาถิ่นภาคเหนือใช้คำว่า หอดหิว ต่อมาราชการได้เปลี่ยนเป็น ฮอด มีความหมายว่า ไปถึง ความหมายเดิมกับความหมายใหม่กลายเป็นคนละเรื่องไปเลย”
       
       เขายังยกตัวอย่างอีกว่า ไม่นานนี้ ทางการได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน จากชื่อ ‘บ้านท่าเลอ’ ตำบลแม่สาคร อำเภอเวียงสา เป็น ‘บ้านท่ามงคล’ ซึ่งท่าเลอ เดิมน่าจะหมายถึงท่าเรือ ซึ่งสะท้อนลักษณะชุมชนในจังหวัดน่านที่มีการแข่งเรือ แม้ชื่อใหม่อาจฟังไพเราะ แต่ก็ไม่หลงเหลือเค้าความหมายดั้งเดิมที่เป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนอยู่เลย
       
       สาเหตุอีกอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านหรือสถานที่ในจังหวัด ภาคเหนือ เนื่องมาจากราชการได้ฟังการออกเสียงชื่อดังกล่าวในภาษาถิ่นภาคเหนือ แต่ฟังไม่ชัด เพราะไม่เข้าใจรากศัพท์และภาษา ทำให้ได้ยินมาอย่างไรก็พยายามเทียบเสียงกับคำในภาษากลางแล้วตั้งชื่อตามที่ ได้ยิน
       
       กลาง
       
       แค่ในกรุงเทพฯ และละแวกใกล้ ก็สามารถเห็นความไม่เข้าใจและความเอาแต่ใจด้านภาษาของผู้มีอำนาจได้มากมายหลายกรณี
       
       สุดารา สุจฉายา เจ้าหน้าที่วิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิรยะพันธุ์ มองว่าเรื่องการเปลี่ยนชื่อถือเป็นปัญหาที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 4 เองนั้นถือว่ามีการเปลี่ยนชื่อเยอะมาก โดยเฉพาะชื่อวัดที่เปลี่ยนมาใช้ภาษาสันสกฤตแทนภาษาไทย เพื่อความสละสลวย แต่ยังคงความหมายเดิมเอาไว้
       
       “พอ ต่อๆ มาคนที่มีอำนาจไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ก็พยายามเอาสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ หรือใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง เข้าไปตั้งชื่อให้เป็นภาษากลาง ซึ่งบางทีความหมายก็เป็นคนละอย่างไปเลย โดยเฉพาะสมัยจอมพล ป. ที่ไม่ต้องการเห็นภาษาที่หยาบหรือแยกเพศอย่างชัดเจน ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อในลักษณะนี้ค่อนข้างมาก”
       
       สุดารายกตัวอย่างใกล้ตัวๆ เช่น ‘อีเลิ้ง’ ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นนางเลิ้ง เพราะคำว่า อีนั้นดูไม่สุภาพ แต่ในความจริงแล้ว คำว่าอีเลิ้งเป็นภาษาเขมร หมายถึงภาชนะชนิดหนึ่ง ซึ่งพอเปลี่ยนเป็นนางเลิ้งก็บอกไม่ได้เลยว่านางเลิ้งคือใคร
       
       นอก จากนี้ ยังมีตัวอย่างพื้นที่ต้องการทำให้ชื่อดูสละสลวยขึ้น เช่น ตำบล 'ซับจำปา' ที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งภาครัฐมีความพยายามจะเปลี่ยนเป็น 'ทรัพย์จำปา' ซึ่งหากไปดูในแง่ความหมายของทั้งสองคำนี้จะพบว่าไม่เหมือนกันเลย เพราะคำว่า ทรัพย์ มีความหมายถึงทรัพย์ศฤงคาร ขณะที่คำว่า ซับ ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ในจังหวัดลพบุรีเป็นที่น้ำซับ ดังนั้น ซับจำปาจึงหมายถึงพื้นที่น้ำซับที่มีต้นจำปาเยอะๆ
       
       ที่สำคัญพอยุคสมัยเปลี่ยน การสืบทอดเรื่องเล่าหรือตำนานเกี่ยวข้องกับชื่อขาดช่วง สุดท้ายเรื่องเหล่านี้ก็จะหมดไปหรือถูกแปรสภาพความหมายไปในทางอื่นแทน
       
       “อย่าง บางรัก ทุกวันนี้คนไม่เข้าใจที่มาแล้วว่ามาจากอะไร เพราะส่วนใหญ่จะคิดว่ามาจากความรักหรือเอาไว้แต่งงาน เรื่องพวกนี้สะท้อนให้เห็นเลยว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความเข้าใจ เพราะไม่ได้สัมผัสกับสภาพธรรมชาติที่เคยเป็น หรือบางทีก็ถูกใช้ไปในเรื่องการท่องเที่ยว เช่น วัดกู้ ซึ่งถูกเล่าว่ามาจากการกู้เรือของพระนางเรือล่ม ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะในภาษาถิ่นคำว่า กู้ แปลว่าไร่ ดังนั้น วัดกู้ก็คือวัดไร่นั่นเอง”
       

       อีสาน
       
       คง ไม่มีกรณีไหนคลาสสิกเท่ากับกรณีเขื่อนปากมูน ที่เกี่ยวพันกับการต่อสู้เรียกร้องอย่างเข้มข้นของชาวบ้านปากมูน แม้ว่าเรื่องชื่อจะไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ในการเคลื่อนไหว ชาวบ้านปากมูน จะไม่ยอมใช้ ‘มูน’ ที่สะกดด้วย ล.ลิง ตามที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) หรือราชการใช้
       

       เอาล่ะ ผู้แบกหามความรู้หลายเล่มเกวียนจะเถียงยังไงก็ตาม อย่างน้อยชาวบ้านปากมูนคนหนึ่งก็บอกว่า มูน ต้องสะกดด้วย น.หนู เพราะ...
       
       “คำว่า ‘มูน’ แต่ดั้งเดิม ภาษาท้องถิ่นใช้ น.หนู ผมก็พยายามถามปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น เขาก็พูดตรงกันว่า มูน คือมูนมรดก เป็นมรดกเพื่อลูกหลาน เพื่อเหลนโหลนในภายหน้า และไม่ใช่เป็นของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นมรดกของทุกคน ใครลงมาทำมาหากินได้หมด ไม่มีใครหวงห้าม” สมเกียรติ พ้นภัย ชาวบ้านปากมูน อธิบาย
       
       “แต่ รัฐบาลหรือทางราชการมาเปลี่ยนเป็น ล.ลิง มูลคือขี้ เราก็เลยยืนหยัดตามบรรพบุรุษเรา เวลาเราจะเขียนเอกสารส่งไปที่ไหนก็แล้วแต่ เราก็เขียน น.หนู อยู่ตลอด เราไม่ใช้ ล.ลิง”
       
       แค่ตัวสะกดไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่สมเกียรติบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันถือเป็นการพยายามทำลายเอกลักษณ์ วัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น และส่งผลกว้างไกลถึงพฤติกรรม เมื่อ ‘มูน’ คือมรดก ทุกคนย่อมต้องหวงแหนรักษา เพื่อสืบทอดความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ลูกหลาน แต่เมื่อ ‘มูล’ คือขี้ มันก็คือสิ่งเน่าเหม็นที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ และไม่ใช่ของของเรา
       
       “ไม่ว่าใครจะเขียนยังไง เราก็ใช้ น.หนู ตลอด”
       
       ใต้
       
       “วัน หนึ่ง มีเด็กจากโรงเรียนบ้านกาเม็งไปแข่งวอลเลย์บอลที่อื่น เขาก็ถูกล้อเลียนว่า เอ้า! แพะมาแล้ว แบะๆๆ เด็กกลับมาเล่าให้ชาวบ้านฟัง”
       
       ‘กาเม็ง’ แปลว่าแพะ แต่ชื่อดั้งเดิมของหมู่บ้านแห่งนี้คือ ‘กือเม็ง’ คือคำบอกเล่าของ ซัมซุดิน โดซอมิ ชาวบ้านกือเม็ง และเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอาซ่อง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
       
       “กือเม็งเป็นชื่อคนที่มาบุกเบิกหมู่บ้านรุ่นแรก เมื่อประมาณ 300 ปีที่แล้ว และยังหมายถึงดอกไม้ที่เบ่งบานในยามเช้า เป็นภาษามลายู
       
       “เรื่อง นี้ก็มีต้นเหตุจากเด็กนักเรียนบ้านกาเม็งนี่แหละ ตอนแรกก็มีความคิดแล้วว่าจะเปลี่ยน แต่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน โชคดีที่เราได้ทำวิจัย ทางมหาวิทยาลัยมหิดลจึงช่วยหาทางให้ แล้วชื่อหมู่บ้านที่ผิดนี่ไม่ใช่ชื่อหมู่บ้านผมที่เดียวนะ หลายๆ หมู่บ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ผิด บางที่ก็เขียนเป็นภาษาไทย ทั้งที่ภาษามลายูเขียนอีกแบบหนึ่ง ผมก็ได้เสนอ ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) เรื่องการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการเปลี่ยนชื่อ เพราะว่าเป็นชื่อที่ผิดไปจากความจริงของชาวบ้าน เลยทำให้ชาวบ้านไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่”
       
       ในที่สุด เมื่อผ่านการทำประชาคมเรียบร้อย ทาง ศอ.บต. และอำเภอรามันจึงจัดแจงเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านให้หลังจากชาวบ้านเรียกร้องมา ประมาณปีกว่า
       
       คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะรู้โดยอัตโนมัติว่าไม่มีบ้านกาเม็งบนแผ่นดินรามัน มีแต่กือเม็ง สมัยที่พ่อของซัมซุดินยังเป็นผู้ใหญ่บ้าน กือเม็งก็ยังถูกเรียก แต่เมื่อถนนลาดยางวิ่งผ่านมา กือเม็งก็เปลี่ยนเป็นกาเม็งไปโดยที่ชาวบ้านไม่ทันตั้งตัว
       
       “ชื่อ สำคัญต่อชีวิตชาวบ้าน เพราะถ้าไปเปลี่ยนเป็นกาเม็ง ประวัติความเป็นมามันไปอีกแบบหนึ่งนะ กือเม็งประวัติก็จะไปอีกแบบหนึ่งตามที่ชาวบ้านได้รับรู้สืบทอดมาจากปู่ย่าตา ยาย มันจะเปลี่ยนไปทันทีเลย แม้ว่าเสียงจะคล้ายๆ กัน แต่ความหมายมันต่างกัน ทั้งทางจิตใจ มันต่างกันหมด”
       
       ขณะที่ งามศุกร์ รัตนเสถียร อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า
       
       “ชื่อมันเป็นอัตลักษณ์ เป็นตัวตนของชาวบ้าน และคิดว่าชาวบ้านก็รู้สึกอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดไปจากภาษาที่เขา ใช้ เหมือนอย่างกรณีบ้านกือเม็ง เขาก็รู้ว่ามันผิดความหมาย แต่ชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าจะมีช่องทางในการสู้ยังไงในตอนนั้น”
       
       งามศุกร์มองว่า ความผิดเพื้ยนของชื่อสถานที่ต่างๆ น่าจะเกิดจากนโยบายที่ต้องการทำให้เป็นหนึ่งเดียว บวกกับกระแสชาตินิยม ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเธอมองว่าหลังจากเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดเกิดขึ้น โดยรวมแล้วรัฐน่าจะตระหนักในประเด็นความหลากหลายมากขึ้น มีการพูดถึงพหุสังคมมากขึ้น
       
       “บาง ครั้งในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง ประเด็นปลีกย่อยที่เรามองว่าเป็นเรื่องเล็ก มันสามารถแปรความขัดแย้งให้นำไปสู่ทางที่สร้างสรรค์ขึ้น ต่อไป เราต้องอยู่ในโลกที่ไร้พรมแดน เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่า ในสังคมไทยมีความหลากหลาย เราควรจะต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้ อคติที่เรามีจากประวัติศาสตร์มันก็ยังดำรงอยู่ ซึ่งเราจะคลี่คลายยังไงในโลกที่เราใกล้ชิดกันมากขึ้น
       
       “ความหลากหลายเป็นสิ่งที่สวยงาม ถ้าเรายิ่งพยายามทำให้เป็นหนึ่งเดียว มันจะยิ่งนำไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรง”
       
       …......
       
       คง จะไม่ใช่เรื่องผิดหากจะกล่าวว่า ชัยชนะของคนกือเม็งในครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญมากของบุคคลต่างเชื้อพันธุ์ทุกคนที่ถือกำเนิดบน ประเทศนี้ ความร่วมมือจากสถาบันวิจัยของสถานศึกษาที่ทำงานด้านนี้โดยตรงที่มาร่วมกับ ชาวบ้าน จนนำมาซึ่งการกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง ผ่านชื่อของชุมชนย่านถิ่น
       
       เพราะ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงให้ความแข็งแกร่งของประชาชนในพื้นที่ ที่จะไม่ยอมเจ้าหน้ารัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจอีกต่อไป
       
       และ ที่สำคัญ กรณีนี้อาจจะกลายเป็นใบเบิกทางสำคัญของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์ซึ่งมีเป็นร้อย เป็นพันชุมชนในการต่อสู้กับเพื่อให้ได้มาซึ่งธรรมในสังคม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนภาคไหนๆ ก็ล้วนแต่มีความเท่าเทียมกันทั้งสิ้น
       
       ..........
       
       เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
       ภาพ : ทีมภาพ CLICK

ทีมา ASTVผู้จัดการรายวัน