Social Enterprise ธุรกิจเพื่อสังคมมิใช่เฉพาะการได้รับเท่านั้นที่ทำให้บุคคลมีความสุขเพิ่มขึ้น การให้ก็ก่อให้เกิดความพอใจและความสุขได้เช่นกัน ปัจจุบันในยุโรปและอเมริกา เกิดขบวน "การให้" ของภาคเอกชน ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างน่าสนใจยิ่ง

 

CSR (Corporate Social Responsibility) เป็นที่รู้จักในสังคมไทยมานานพอควร บริษัทเอกชนบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ และ/หรือจัดทำโครงการเพื่อสังคม เช่น ปลูกป่า จัดค่ายเยาวชน ประกวดวรรณกรรม โครงการรักการอ่าน โครงการรักสิ่งแวดล้อม ฯลฯ คือสิ่งที่เรียกว่า CSR ของบริษัทเอกชน โดยอยู่บนฐานความคิดว่าธุรกิจเอกชนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้น จำเป็นต้องตอบแทนสังคม ("คืนกำไรให้สังคม") ด้วยการเสียสละเงินทอง ตอบแทนสิ่งดีงามคืนให้สังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทุกคนจะเห็นพ้อง นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลมีชื่อของโลก Milton Friedman บอกว่า ธุรกิจเอกชนไม่มีกงการอะไรไปยุ่งกับการตอบแทนสังคม หน้าที่หลักคือสร้างกำไรตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นตามบทบาทหลักของตนเอง การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสก็ถือว่าเป็น CSR งานที่ทำให้สังคมเป็นหน้าที่ขององค์กรอื่นซึ่งเขาทำหน้าที่กันอยู่แล้ว

ปัจจุบันมีผู้เห็นคล้อยตาม Friedman น้อยลง โดยเฉพาะในสถานการณ์ Climate Change ดังปัจจุบัน ข้อถกเถียงก็คือ ทุกคนต้องรับผิดชอบโลกและสังคม ธุรกิจเอกชนคือส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้น จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงงาน CSR ไปได้

ถึงแม้ CSR จะดำเนินไปได้อย่างดีในหลายประเทศในโลก แต่ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา คนจำนวนมากในยุโรปและอเมริกาเห็นว่ายังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีรูปแบบใหม่ของ "การให้" จากภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพกว่า CSR นั่นก็คือ การจัดตั้ง Social Enterprise ขึ้น

Social Enterprise (SE) คือธุรกิจเอกชน ซึ่งทำมาค้าขายเหมือนธุรกิจทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์ 3 อย่างควบคู่กันไป คือ (ก) สร้างกำไร (ข) มุ่งสร้างสรรค์สังคม (ค) สนับสนุนสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า Triple Bottom Line

SE ไม่มุ่งกำไรสูงสุด หากมุ่งสร้างกำไรเพื่อนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของสังคม SE คือ องค์กร "Not-For-Profit" เนื่องจากกำไรไม่ต้องแบ่งสรรคืนให้แก่เจ้าของทุน หากนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลัก คือ "การให้" สังคม

ในอังกฤษ ลักษณะ 3 อย่างที่ทำให้องค์การหนึ่งเป็น SE ก็คือ (1) ผลิตสินค้าและและบริการหรือค้าขายโดยแสวงหากำไร (2) มีวัตถุประสงค์ของการตั้งขึ้นมาอย่างชัดเจนเพื่อสังคม เช่น สร้างงานเพื่อชุมชน หรือ ฝึกฝนทักษะของชุมชนหรือ จัดหาบริการให้แก่ชุมชน ฯลฯ (3) ความเป็นเจ้าของนั้นไม่ถูกผูกขาด หากกระจายกันไปในกลุ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ลูกค้าบริษัท ชุมชน ฯลฯ กำไรถูกแบ่งสรรกลับคืนเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมหรือชุมชน

กล่าวโดยสรุปก็คือ Social Enterprise เป็นธุรกิจเอกชนที่ผลิตหรือค้าขายโดยแสวงหากำไร แต่กำไรนั้นเป็นไปเพื่อสังคม ถึงแม้ในบางทีก็อาจต้องจัดสรรกำไรให้ผู้ลงทุนบ้างก็ตาม ซึ่งต่างจาก CSR ที่เป็นโครงการเพื่อสังคมของธุรกิจที่แสวงหากำไรสูงสุด

ในอังกฤษเรียกองค์กรที่เป็น Social Enterprise นี้ว่าอยู่ใน Third Sector (First Sector คือ ภาครัฐ ส่วน Second Sector คือธุรกิจเอกชนปกติ) หรือ Social Economy ในนัยยะหนึ่งก็คือ อีกทางเลือกหนึ่งของระบบเศรษฐกิจนอกเหนือไปจาก 2 แนวทางที่รู้จักกันคือ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และระบบเศรษฐกิจที่รัฐกำกับควบคุม (สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์)

อังกฤษดูจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในเรื่อง Social Enterprise มาก หลังจาก คำว่า SE เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1978 โดย Freer Spreckley และในปี 1997 ก็เกิดองค์กรชื่อ Social Enterprise Partnership ขึ้น

SE ในอังกฤษนั้นครอบคลุมธุรกิจของชุมชน เครดิตยูเนียน แขนขาที่ทำการค้าขายขององค์การกุศล สหกรณ์ เงินกองทุนเพื่อการพัฒนา บริษัทตั้งขึ้นมาเพื่อสาธารณประโยชน์ บริษัทเอกชนมุ่งกำไรแต่จัดสรรกำไรเพื่อการกุศล ฯลฯ

SE บริสุทธิ์ก็คือ ประกอบธุรกิจเพื่อกำไร และนำกำไรทั้งหมดนั้นไปเพื่อสาธารณประโยชน์บางอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกตั้ง เช่น การศึกษาของคนยากจน การฝึกฝนอาชีพเพื่อคนพิการ คุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิของสัตว์ หรือล่าสุดเพื่อลดสภาวะโลกร้อน

องค์การกุศลนั้นแตกต่างจาก SE ตรงที่มิได้ประกอบธุรกิจ หากรณรงค์รับเงินบริจาคและบริหารทรัพย์สินเงินทุนที่มีอยู่เพื่อสาธารณกุศล

ในอังกฤษ SE ที่สำคัญคือ Social Enterprise London ตั้งขึ้นในปี 1998 โดยความร่วมมือระหว่างธุรกิจของสหกรณ์ต่างๆ กับองค์กรพัฒนาสนับสนุนสหกรณ์ และองค์กรสนับสนุนโครงสร้างของสหกรณ์ (เช่น การฝึกฝนทักษะ ให้ความรู้ด้านการจัดการ การตลาด การเงิน ฯลฯ)

ทางการอังกฤษจัดตั้ง Social Enterprise Unit ขึ้นในกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมในปี 2002 และพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของ Office of the Third Sector ในปี 2006 เพื่อประสานและดูแล "การให้" ในรูปใหม่ของสังคมคือ Social Enterprise และองค์การอื่นที่ไม่มุ่งหวังกำไร

ในปัจจุบันอังกฤษก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง โดยมีนิติบุคคลรูปแบบใหม่ที่มีชื่อว่า Community Interest Company (CIC) กล่าวคือ เป็นบริษัทจำกัดรูปแบบใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อประโยชน์ของชุมชนมากกว่าเพื่อประโยชน์ของเจ้าของ CIC จะไม่ทำงานรับใช้บุคคลหรือกลุ่มบุคคล กฎหมายบังคับให้คืนร้อยละ 35 ของกำไรทั้งหมดแก่ชุมชน และคืนกำไรให้บุคคลอื่นได้เพียงร้อยละ 4 ของกำไรบวกดอกเบี้ยฐานของธนาคาร นอกจากนี้ กฎหมายบังคับไม่ให้โอนย้ายกำไรและทุนที่บริษัทสะสมได้ออกจากบริษัท ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนเป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

ในประเทศอื่นๆ องค์กรแบบ SE ก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกันอีกมากมาย เช่น ในสหรัฐอเมริกา คานาดา ฟินแลนด์ อิตาลี สหรัฐเชก ออสเตรเลีย อินเดีย ฮ่องกง รัสเซีย ยูเครน ฯลฯ ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาถือได้ว่าได้เกิดรูปแบบใหม่ของ "การให้" ที่ใหญ่โตของโลก

ความศรัทธาในความดีงามเป็นเมล็ดพืชที่ถูกหว่านเพาะอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนโดยธรรมชาติ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปตามการถูกอบรมสั่งสอนและประสบการณ์ในชีวิตยามเมื่อเติบโตขึ้น เมื่อโลกมีระบบที่ซับซ้อนขึ้น "การให้" ก็ต้องมีการปรับตัวเป็นธรรมดา SE เป็นรูปแบบใหม่ที่กำลังมาแรงในโลกทั้งน่าศึกษาและน่าเลียนแบบในบ้านเรามีการพูดคุยกันในหมู่ผู้สนใจอยู่ไม่น้อย ในเวลาไม่นานเราคงได้เห็นความริเริ่มแนวนี้ในสังคมไทยอย่างแน่นอน

 

ที่มา: อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1505