“เคยเห็นเวลาแมวตกลงจากที่สูงมั้ย ถ้าเราสังเกตแมว เวลามันกระโดด หรือตกลงมา มันจะพลิกตัวได้เร็วและจะลงมายืนอย่างมั่นคง” คำบอกเล่าของคุณสายสัมพันธ์ ปัญญศิริ ที่ปรึกษาบ้านเรียนแห่งรักและศานติ ซึ่งกล่าวถึงที่มาของ “ค่ายแมวเหมียว” ให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน

 ค่ายแมวเหมียว 52

คุณสายสัมพันธ์ ปัญญศิริหรือคุณยายตุ๋มของเด็กๆกล่าวว่า “ที่มาของศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิตนั้น เดิมทีศูนย์แห่งนี้อยู่ในวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต แต่ทางวัดมีการประมูลที่ดิน เพื่อจะทำสถานที่ฌาปนกิจของกองทัพบก เพราะฉะนั้นเมื่อกองทัพบกประมูลได้ โรงเรียนก็ต้องถูกยุบ บ้าน วัด โรงเรียน ตามบวรพระพุทธศาสนาก็จะหายไป ทั้งนี้ทุกอย่างเหมือนธรรมะจัดสรรไว้เพราะมีผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งได้ถวายที่ดิน 2 ไร่ให้กับวัดซึ่งอยู่ในกติกาของกระทรวงศึกษาธิการพอดีว่าต้องมี่ที่ขั้นต่ำ 2 ไร่ ในการสร้างโรงเรียน แต่ทว่าทางวัดไม่มีปัจจัยสร้าง เสถียรธรรมสถานและชาวบ้านจึงร่วมมือช่วยกันก่อสร้าง ศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิตจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา”

ค่ายแมวเหมียว 52

อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ค่ายแมวเหมียวแห่งศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ย่านวัชรพลได้แสดงให้เห็นว่า เด็กๆชั้นอนุบาล 3จากศูนย์แห่งนี้มีศักยภาพและคุณภาพมากพอที่จะไปเผชิญโลกกว้างต่อไปอย่างไม่โซซัดโซเซ แม้ว่าระบบการเรียนการสอนของศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิตจะต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง ซึ่งกิจกรรมของค่ายแมวเหมียวนี้ได้เกิดจากการประยุกต์กิจกรรมนันทนาการและการเรียนการสอนของแนวพุทธศาสน์ ใช้หลักของอริยสัจ 4 โดยเฉพาะหนทางแห่งการพ้นทุกข์คือ อริยมรรค มาอยู่ในหลักสูตรและค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนขบวนการต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ และเมื่อเด็ก ๆ เรียนจบปีการศึกษาชั้นอนุบาล 3 เด็กทุกคนจะต้องเข้าค่ายนี้ซึ่งเป็นค่ายสุดท้ายที่แม่ครูจะประเมินเด็กอนุบาล 3

ค่ายแมวเหมียว 52

คุณยายตุ๋มเล่าว่า “ค่ายแมวเหมียวนี้ คือค่ายที่เราประเมินเด็กๆครั้งสุดท้ายเพื่อดูว่า เมื่อเราจะส่งลูกๆออกไปสู่โลกกว้างแล้ว เครื่องมือสื่อสารที่อยู่ในตัวเขาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น เขาสามารถเรียนรู้กับตรงนี้ชัดเจนได้มากน้อยเพียงไร การที่เด็กๆต้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม พวกเขามีการเกื้อกูล การมีน้ำใจ หรือความพร้อมในการที่จะช่วยเหลือคนอื่นหรือไม่ ซึ่งเด็กๆจะสามารถแยกตัวออกมาจากพ่อแม่ได้อย่างไม่รู้สึกเกิดการสูญเสีย และมีการเตรียมความพร้อมเพื่อจะเข้าค่ายครั้งนี้ เพราะฉะนั้นการที่เขาเตรียมเอง ของใช้ของเขาก็จะครบเพราะเขาจะรู้ว่าเขาใช้อะไร ไม่ใช้อะไร มันเป็นการฝึกเด็กไปในตัว แม้ว่าพวกเขาจะมีอายุเพียง 6 ขวบ เท่านั้น”

ค่ายแมวเหมียว 52

ภายในค่ายแมวเหมียวนี้ เด็ก ๆ ทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเจ้าแต้ม กลุ่มเจ้าลาย และกลุ่มเจ้าสีสวาด ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีแม่แมวนั่นก็คือแม่ครูที่คอยดูแลเด็ก ๆ มาตลอด 3 ปีนั่นเอง โดยกิจกรรมตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ในศูนย์แห่งนี้ เด็ก ๆ จะได้นอนเต๊นท์กับเพื่อนๆ ดูแลตัวเอง ทำอาหาร ร่วมกิจกรรมที่มีธรรมสอดแทรก ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา อาทิ การที่เด็ก ๆ ได้ทำอาหาร ทำบัวลอย เอาแป้งมาผสม นวด ปั้น ใส่ในน้ำ นับเป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะพวกเขาได้สัมผัส และเห็นว่าทุกอย่างมันมีการเปลี่ยนแปลง

ค่ายแมวเหมียว 52

“เราดึงคำสอนของพระพุทธองค์มาประยุกต์ใช้กับเด็กง่ายๆ และทุกอย่างจะซึมซับจนเด็กสด เพราะเราเชื่อว่าเด็กในช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึง 7 ขวบ เป็นวัยที่ต้องมีความสุข และการที่เด็กมีความสุข ฐานจิตเขาจะมั่นคงขึ้น ฉะนั้นความสุขเกิดจากอะไร สำหรับเด็ก ๆ วัยนี้แล้ว ความสุขไม่ได้เกิดจากการเขียนหนังสือ หรืออ่านหนังสือ แต่ความสุขมันจะเกิดจากการเล่น อันนี้ก็คือพฤติกรรมที่เป็นปกติของเด็ก แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่เรียน เรามีตารางทุกอย่างตามที่กระทรวงต้องการ เรามีพร้อม แต่ในขบวนการนั้น เราประยุกต์ใช้ซึ่งค่ายแมวเหมียวได้รวบรวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันหมดแล้ว” คุณยายตุ๋มเล่า

ค่ายแมวเหมียว 52

อย่างไรก็ดี ด.ช.นราบดินทร์ คุณาปราโมทย์-น้องเคน,ด.ช.รมย์รวินท์ บุญส่ง-น้องมอส, ด.ญ.กุลปรียา อยู่วิจิตร-น้องแกง,ด.ญ.พรรณบงกช คีรีรัตน์-น้องไอซ์,ด.ญ.อุ้มบุญ เหมือนขจร-น้องแอมป์ และด.ช.ธันวากร ปรีชา-น้องไตเติ้ล ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “นอกจากความรู้ใหม่ๆที่เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกันแล้ว ค่ายแมวเหมียวทำให้พวกเรารู้จักความสามัคคีกัน ถ้าเราไม่มีความสามัคคี เราก็จะทำกิจกรรมไม่สำเร็จ เช่นการทำอาหาร แต่ละคนก็ทำไม่เป็น แต่เราต้องช่วยกัน ซึ่งแม่ครูทุกท่านก็คอยดูอยู่ตลอดเวลา หรือว่ากิจกรรมในแต่ละด่าน ถ้าเราและเพื่อนไม่ช่วยกัน เราก็ไม่สามารถผ่านด่านนั้นๆไปได้ ค่ายนี้เป็นค่ายครั้งสุดท้ายที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เรียนด้วยกันเราก็สนิทกันอยู่แล้ว แต่ค่ายทำให้เรารักกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น”

ค่ายแมวเหมียว 52

อาจกล่าวได้ว่า ค่ายแมวเหมียว แค่ได้ยินชื่อก็บ่งบอกถึงความน่ารักและสดใส แต่เมื่อได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเด็กๆกลุ่มนี้ ต้องบอกว่า ค่ายวิถีพุทธค่ายนี้เป็นค่ายสร้างโลกผ่านมือเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะเด็ก ๆ แต่ละคนได้ผ่านการทดสอบในรูปแบบของการดำรงชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่โลกในตัวหนังสือหรือเชิงวิชาการ และในช่วงค่ำของคืนแห่งกิจกรรมรอบกองไฟ เด็ก ๆ จะมีโอกาสได้นั่งอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่หลายท่านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ลูกๆมีพัฒนาการที่ดีมาก จิตใจของพวกเขาแข็งแรง สดใส ไม่เคยมีปัญหาเมื่อต้องเข้าหาผู้ใหญ่ เด็กๆจะรู้จักการเข้าสังคมและมีสัมมาคาราวะเสมอ ซึ่งทุกอย่างที่ลูกเป็นเชื่อว่า ที่แห่งนี้สอนให้พวกเขาตั้งอยู่บนศีล สมาธิ และปัญญา”

ค่ายแมวเหมียว 52

แม้ว่าค่ายแมวเหมียวจะเป็นเพียงค่ายเล็กๆ สำหรับเด็กอนุบาล กิจกรรมที่เด็กๆได้ทำอาจเป็นเพียงกิจกรรมที่ใครๆก็สามารถทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่ายแมวเหมียวแตกต่างจากค่ายอื่นคงเป็นเพราะ ค่ายแห่งนี้มีคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เด็กๆสามารถซึมซับได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เด็กๆเองก็ได้ใกล้ชิดพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับพวกเขา

ค่ายแมวเหมียว 52

“รู้สึกภูมิใจที่เด็กๆเบิกบาน เพราะสิ่งที่เรามีความสุขที่สุดคือเด็กมีความสุข เวลาเราอยู่กับเด็กเราก็มีความสุขเพราะเขาสุข ค่ายนี้อาจไม่ได้ทำให้เด็กเก่งทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขามีพัฒนาการที่ดี มีคุณภาพบนพื้นฐานของจิตที่เป็นสุขเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” คุณยายตุ๋มกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ (เนื้อหา)

child4world.multiply.com (รูปภาพ)