แปลจาก What Americans Keep Ignoring About Finland's School Success โดย Anu Partanen, Dec 29, 2011

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศฟินแลนด์ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปฎิรูปการศึกษา นักเรียนของประเทศฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับในระดับที่สูงทั้งในด้านการอ่าน คณิตศาสต์ และวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องจากผลการสำรวจของ PISA ทั้งๆ ที่เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ระบบการศึกษาของฟินแลนด์อยู่ในสภาพที่เละเทะ คุณภาพปานกลาง อีกทั้งไม่เป้นธรรม ความสำเร็จนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “Finnish Miracle” นักการศึกษาและสื่อต่างๆ มากมายจากทุกมุมโลกต่างให้ความสนใจ
บทความนี้เป็นบทความแรก ในชุด Finnish Miracle ถึงแม้บทความนี้จะเป็นมุมมองที่มีต่อการปฎิรูปการศึกษาในสหรัฐฯ แต่ก็มีประเด็นน่าสนใจให้ฉุกคิด และเป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับผุ้ทีเกี่ยวข้องในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐ เอกชน โรงเรียน นักการศึกษา ครู พ่อแม่ฯลฯ ซึ่งผู้แปลจะนำบทความอื่นๆ ที่เกียวกับความสำเร็จในการปฎิรูปทางการศึกษาของฟินแลนด์มานำเสนอต่อไป-ผู้แปล

 

 
Sergey Ivanov/Flickr 

 

ทุกๆ คนเห็นพ้องกันว่าการศึกษาในสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงขนานใหญ่ แต่จะทำอย่างไร?  แนวทางหนึ่งซึ่งกำลังร้อนแรงในการปฎิรูปการศึกษาก็คือศึกษาจากผู้ที่ทำได้อย่างน่าทึ่งอย่างประเทศฟินแลนด์ ปัญหาก็คือ ดูจะเป้นการหลงประเด็นในการถกเถียงเกือบทุกครั้งในเรื่องบทเรียนที่ได้รับจากโรงเรียนในฟินแลนด์

 

ประเทศเล็กๆ  ในกลุ่มนอร์ดิก อย่างฟินแลนด์ ประเทศบ้านเกิดของยักษ์ใหญ่โทรศัพท์มือถืออย่างโนเกีย  ล่าสุดประเทศที่ถูกยกให้เป็นอันดับหนึ่งด้านคุณภาพชีวิต จากผลการสำรวจของนิตยสาร Newsweek เมื่อปี ค.ศ. 2010 (ประเทศไทย ได้อันดับที่ 58 - ผู้แปล) และระบบการศึกษาแห่งชาติที่ได้รับการยกย่อง จากผลลัพธ์ที่เด็กนักเรียนจากฟินแลนด์สามารถทำคะแนนได้สูงในการทดสอบระดับนานาชาติ

 

โรงเรียนในฟินแลนด์เป็นหนี้การค้นพบนี้จากผลการสำรวจ PISA survey ซึ่งกระทำทุกๆ 3 ปี โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การสำรวจจะเปรียบเทียบเด็กอายุ 15 ปีในประเทศต่างๆ ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ประเทศฟินแลนด์ติดอันดับต้นๆ ทั้งสามด้านในทุกๆ การสำรวจที่ิเริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เช่นเดียวกับประเทศผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงอย่างเกาหลีและสิงคโปร์ ถึงแม้ในผลการสำรวจล่าสุดในปี ค.ศ. 2009 ฟินแลนด์จะถูกเบียดจากเซียงไฮ้ ประเทศจีน แต่ก็ยังอยู่ในระดับต้นๆ อยู่ สำหรับประเทศสหรัฐอยู่ในระดับปานกลางตลอดการสำรวจที่ผ่านมา (ส่วนประเทศไทยอยู่ในระดับท้ายๆ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD - ผู้แปล) 

 

หากเปรียบเทียบรูปแบบความสำเร็จกับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ที่อาศัยชั่วโมงการเร่งเรียนที่ยาวนานและการท่องจำเป็นหลัก ความสำเร็จของฟินแลนด์ดูน่าสนใจอย่างยิ่ง  เพราะโรงเรียนในฟินแลนด์มีการให้การบ้านที่น้อยและสนับสนุนให้เด็กๆ เล่นอย่างสร้างสรรค์มากกว่า  ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดคลื่นของตัวแทนจากนานาชาติ ที่มุ่งเดินทางมายังประเทศฟินแลนด์เพื่อเยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้ชำนาญด้านการศึกษาของประเทศ รวมถึงสื่อต่างๆ ทั่วโลกที่มาทำข่าวเกี่ยวกับความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ของฟินแลนด์อย่างต่อเนื่อง (ผู้สนใจลองค้นหา Finnish miracle ใน Google - ผู้แปล)

 

เช่นกันในการมาสหรัฐฯ ของนักเขียนชั้นนำชาวฟินแลนด์เกียวกับการปฏิรูปการศึกษา Pasi Sahlberg กับหนังสือเล่มล่าสุด Finnish Lessons: What Can the World Learn from Educational Change in Finland? ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อต้นเดือน Sahlberg ได้แวะไปที่ Dwight School ในนิวยอร์กเพื่อพูดคุยกับนักการศึกษาและนักเรียนที่นั่น การเยี่ยมเยือนได้รับความสนใจจากสื่อระดับชาติและทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมาก

 

และเช่นเคยยังไม่ชัดเจนว่าที่สิ่งที่ Salberg ต้องการสื่อจะเป็นผลหรือไม่ ซึ่งหลังจากนั้น Salberg ได้บอกผู้เขียนว่า ยังคงมีบางสิ่งที่คนอเมริกันไม่อยากจะพูดถึงอยู่เช่นเดิม

 

* * *

ช่วงบ่ายที่ Sahlbergใช้เวลาอยู่ที่ Dwight School ช่างภาพจากนิวยอร์กไทม์หลอกล่อชิงมุมกล้องอยู่กับทีมงานโทรทัศน์ของ Dan Rather ขณะที่ Sahlberg ร่วมสัมมนาโต๊ะกลมอยู่กับนักเรียน ผลลัพธก็คือบทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ที่ชื่อว่า “รูปแบบการปฎิรูปการศึกษาที่น่าสนใจ จากฟินแลนด์”

 

เรื่องสำคัญอย่างยิ่งเรื่องหนึ่งที่ Sahlberg พูด แต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจเลย เมื่อเขาพูดขึ้นมาช่วงหนึ่ง "โอ้ และไม่มีโรงเรียนเอกชนในฟินแลนด์"

 

แนวคิดนี้อาจยากสำหรับคนอเมริกันที่จะเข้าใจ แต่มันเป็นความจริง มีโรงเรียนอิสระที่ไม่ขึ้นกับรัฐจำนวนน้อยมากในฟินแลนด์ และทั้งหมดก็ยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล ไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน ไม่มีแม้มหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งหมายความว่าทุกๆ คนในฟินแลนด์ล้วนเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาลหรือปริญญาเอก

 

ความเห็นที่ว่านี้ของ Sahlberg ในระหว่างการพูดคุยที่ Dwight School ดูจะเป็นการกระทบกระเทียบอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับโรงเรียนชั้นเลิศหลายแห่งในสหรัฐฯ Dwight เป็นสถาบันเอกชนที่คิดค่าเล่าเรียนในระดับมัธยม 35,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ยังไม่ต้องพูดถึงว่า โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายแสวงผลกำไรเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจมากที่ไม่มีผู้ฟังคนใดแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ส่วน Sahlberg เองดูไม่แปลกใจเท่าไหร่

 

Sahlberg รู้ดีว่าคนอเมริกันต้องการคุยเรื่องอะไรเมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษา Salberg ได้กลายมาเป็นคนที่พวกเขาอยากมาเพื่อขอคำตอบเมื่อมาถึงฟินแลนด์ Sahlberg เล่าเรียนมาในโรงเรียนรัฐ พ่อแม่เป็นครู ตัวเขาเองสอนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ในระดับมัธยมปลายในกรุงเฮลซิงกิ ผ่านงานหลายตำแหน่งจนเป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ ทำงานหลายปีในฐานะผู้ชำนาญด้านการศึกษาที่ OECD ธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ 

 

นอกเหนืองานในหน้าที่อื่นๆ ทุกวันนี้ Sahlberg ให้การต้อนรับการมาเยือนเป็นจำนวนนับร้อยครั้งต่อปี จากนักการศึกษาต่างชาติ รวมทั้งอเมริกัน ซึ่งล้วนต้องการรู้ถึงความลับแห่งความสำเร็จของฟินแลนด์ หนังสือเล่มใหม่ของ Sahlberg เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะช่วยตอบคำถามที่เขามักถูกถามเสมอๆ

 

ในมุมมองของเขา คนอเมริกันดูจะยังถูกครอบงำอยู่กับคำถามต่างๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

คุณจะติดตามความสามารถของนักเรียนได้ยังไง ถ้าไม่มีการทดสอบอย่างสม่ำเสมอ? คุณจะปรับปรุงการสอนได้อย่างไร ถ้าคุณไม่มีการกำหนดภาระรับผิดชอบต่อครูที่ไม่ดี และการให้รางวัลแก่ครูที่ดี? คุณจะส่งเสริมการแข่งขันและให้ภาคเอกชนเข้าร่วมได้ยังไง? คุณจะให้มีการเลือกโรงเรียนอย่างไร?

 

คำตอบต่างๆ ที่ฟินแลนด์มีให้ดูเหมือนจะชนเข้ากับทุกๆ สิ่งที่นักปฏิรูปการศึกษาในสหรัฐฯ กำลังพยายามทำอยู่

 

อย่างแรกที่ควรรู้ก็คือ ประเทศฟินแลนด์นั่นไม่มีการสอบวัดมาตรฐาน ยกเว้นแต่ที่เรียกว่า การสอบเข้าศึกษาระดับชาติ (National Matriculation Exam) ซึ่งจะสอบก่อนจบมัธยมปลายเฉพาะในโรงเรียนที่สมัครใจ

 

ครูในระบบโรงเรียนของรัฐจะถูกฝึกอบรมให้ประเมินผลเด็กในห้องเรียนโดยการใช้แบบทดสอบอิสระที่พวกเขาออกแบบเอง  เด็กทุกคนจะได้การ์ดสรุปรายงานทุกสิ้นเทอม รายงานเหล่านี้จะอิงอยู่กับวิธีประเมินเฉพาะของครูแต่ละคน  กระทรวงศึกษาธิการจะคอยติดตามความก้าวหน้าทางการศึกษาของประเทศโดยวิธีสุ่มทดสอบกลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียนต่างๆ กันไปเป็นระยะๆ

ส่วนเรื่องภาระรับผิดชอบของครูและผู้บริหาร Sahlberg ไม่ได้พูดอะไร หลังจากนั้นเขาไปพูดที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียว่า “ในภาษาฟินแลนด์นั้นไม่มีคำๆนี้” และ “ภาระรับผิดชอบก็คือสิ่งที่จะเหลือทิ้งไว้ เมื่อลบเอาความรับผิดชอบออกไป

สำหรับ Sahlberg สิ่งที่สำคัญก็คือ ในฟินแลนด์ครูและผู้บริหารทุกคนจะได้รับเกียรติ มีรายได้ดี และมีความรับผิดชอบสูง การจะเป็นครูต้องจบปริญญาโท โปรแกรมการอบรมครูเป็นหนึ่งในอาชีพต้นๆ ที่ถูกเลือกในประเทศ ถ้ามีครูไม่ดี ก็เป็นความรับผิดชอบของครูใหญ่ที่ต้องคอยสังเกตและจัดการ

ในขณะที่คนอเมริกันชอบพูดถึงการแข่งขัน Sahlberg ชี้ว่าไม่มีอะไรที่ทำให้คนฟินแลนด์กระอักกระอ่วนใจเท่าสิ่งนี้อีกแล้ว ในหนังสือของ Sahlberg มีประโยคหนึ่งซึ่งเป็นของนักเขียนชาวฟินแลนด์ Samuli Puronen ที่ว่า “ผู้ชนะที่แท้จริงไม่แข่งขัน” มันออกจะยากที่ไม่คิดแบบอเมริกัน แต่ในกรณีของการศึกษาแล้ว ความสำเร็จของฟินแลนด์แสดงให้เห็นว่าทัศนคติแบบฟินแลนด์อาจมีผลบุญของมันอยู่ ไม่มีการจัดอันดับโรงเรียนหรือครูที่ดีที่สุด แรงขับเคลื่อนหลักในนโยบายการศึกษาไม่ใช่การแข่งขันระหว่างครูหรือระหว่างโรงเรียน แต่เป็นการร่วมมือกัน

สุดท้ายนี้ เห็นได้ชัดว่าการเลือกโรงเรียนไม่ได้เป็นเรื่องหลักเลยในฟินแลนด์ และการให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมก็เช่นกัน ซึ่งทำให้เราหวนนึกถึงความเงียบงันที่เกิดขึ้น หลังจากความเห็นของ Sahlberg ที่ Dwight School ที่ว่าไม่มีโรงเรียนเอกชนอย่าง Dwight School ในฟินแลนด์

Sahlberg พูดทีกับคณะครุศาสตร์ว่า “ในสหรัฐฯ พ่อแม่สามารถเลือกที่จะส่งลูกไปโรงเรียนเอกชน มันเป็นความคิดแบบเดียวกับการไปตลาด มีร้านค้าหลายๆ ร้าน โรงเรียนเปรียบเหมือนร้านค้า พ่อแม่สามารถซื้ออะไรก็ตามที่ตนเองต้องการ ในประเทศฟินแลนด์ พ่อแม่ก็สามารถเลือกได้เช่นกัน เพียงแต่ตัวเลือกทั้งหมดที่มีมันก็เหมือนๆ กัน”

ในกรณีนี้สร้างความตกใจแก่คนฟังอย่างแท้จริง ขณะที่ Sahlberg พูดต่อ ประเด็นหลักของเขาก็ปรากฏขึ้นมา ไม่ว่าจะมีใครในกลุ่มผู้ฟังชาวอเมริกันของเขาได้ยินมันหรือไม่ก็ตาม

เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ในยามที่ระบบโรงเรียนในฟินแลนด์อยู่ในสภาพที่ต้องการการปฏิรูปอย่างยิ่ง เป้าหมายในการปฏรูปที่ประเทศฟินแลนด์ตั้งไว้ไม่เคยเลยที่จะเพื่อความเป็นเลิศ แต่เพื่อความเป็นธรรม ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จอย่างมากในวันนี้

* * *

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 แรงขับหลักของนโยบายการศึกษาของฟินแลนด์ก็คือแนวคิดที่ว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสแบบเดียวกันที่จะเรียน โดยไม่ขึ้นอยู่กับพื้นเพครอบครัว รายได้ หรือที่อยู่ การศึกษาถูกมองว่าเป็นสิ่งแรกและเป็นที่สุด ไม่ใช่เพื่อสร้างดาวเด่น แต่เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะขจัดความไม่เท่าเทียมทางสังคม

ในมุมมองของชาวฟินแลนด์ Sahlberg อธิบายว่า นั่นหมายถึงโรงเรียนจะต้องมีสุขลักษณะ และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อเด็ก เริ่มต้นจากพื้นฐาน เด็กนักเรียนจะได้รับอาหารฟรี ได้รับการดูแลสุขภาพ ได้รับคำปรึกษาทางจิตวิทยา และได้รับการแนะแนวเป็นรายบุคคล

ที่จริงแล้ว ตอนที่เด็กนักเรียนของฟินแลนด์สามารถทำคะแนนได้สูงในการสำรวจ PISA ครั้งแรกทีมีในปี 2001 คนฟินแลนด์จำนวนมากคิดว่าต้องมีอะไรผิดแน่ เพราะความเป็นเลิศทางวิชาการไม่ได้อยู่ในอันดับต้นในรายการสิ่งที่ต้องทำของฟินแลนด์ แต่ผลสำรวจ PISA ต่อๆ มายืนยันว่าประเทศฟินแลนด์กำลังสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการโดยผ่านนโยบายที่มุ่งเน้นที่ความเป็นธรรม ซึ่งผลลัพธ์นั้นแตกต่างจากประเทศที่คล้ายกันๆ อย่างเช่น นอร์เวย์

จุดนี้ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเพิกเฉย หรือปัดออกให้พ้นทางไปเสมอๆ ในสหรัฐฯ ซึ่งดูจะเป็นความขมขื่นอยู่ในขณะนี้  หลังจากวิกฤตทางการเงิน และการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Occupy Wall Street ได้ทำให้ปํญหาเรื่องความไม่เสมอภาคในสหรัฐฯ ดูเด่นชัดขึ้น ความรู้สึกแตกต่างระหว่างคนที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียน 35,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือสามารถซื้อบ้านที่อยู่ในย่านที่มีโรงเรียนดีๆ กับคนกว่า 99 เปอร์เซนต์ที่ไม่สามารถนั้น เป็นความเจ็บปวดที่พบเจอ

* * *

Pasi Sahlberg เน้นย้ำว่าหนังสือ Finnish Lessons ของเขาไม่ได้เป็นหนังสือฮาว์ทูที่จะแก้ไขระบบการศึกษาในประเทศอื่นๆ ทุกๆ ประเทศล้วนแตกต่างกัน และเหมือนอย่างที่คนอเมริกันหลายชอบชี้ให้เห็นว่า ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่เล็กที่มีประชากรที่มีลักษณะกลมกลืนกันมากกว่าของสหรัฐฯ

แต่ Sahlberg ไม่คิดว่าคำถามเกี่ยวกับขนาด หรือการมีประชากรที่มีลักษณะกลมกลืนจะทำให้คนอเมริกันมีเหตุผลที่จะมองข้ามกรณีของฟินแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ค่อนข้างเป็นประเทศที่มีลักษณะประชากรเหมือนกัน ปี ค.ศ. 2010 ประชากรที่อาศัยอยู่ในฟินแลนด์ เพียง 4.6 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่เกิดในประเทศอื่น เทียบกับ 12.7 เปอร์เซนต์ในสหรัฐฯ แต่จำนวนที่ว่านี้เป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นสองเท่าตลอดช่วงสิบปีก่อนปี ค.ศ. 2010 และฟินแลนด์ก็ไม่ได้สูญเสียคุณภาพในการศึกษาไป ผู้อพยพที่เข้ามามีแนวโน้มที่จะอยู่พื้นที่เดียวๆ กัน ซึ่งทำให้บางโรงเรียนมีความหลากหลายมากกว่าโรงเรียนอื่นๆ  แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงมากนักในความหลากหลายที่แตกต่างกันในแต่ละโรงเรียนของฟินแลนด์กับผลสำรวจ PISA ในช่วงเดียวกัน

Samuel Abrams นักเรียนทุนรับเชิญคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้แสดงถึงผลของขนาดและลักษณะที่เหมือนกันของประชากรต่อความสามารถทางการศึกษาของชาติ โดยเปรียบเทียบประเทศฟินแลนด์กับประเทศในกลุ่มนอร์ดิกอย่างประเทศนอร์เวย์ นอร์เวย์เหมือนฟินแลนด์ตรงที่มีขนาดเล็กและไม่หลากหลาย แต่ต่างตรงที่นอร์เวย์เลือกจัดการศึกษาที่มีความเป็นอเมริกันมากกว่าฟินแลนด์ ผลลัพธ์? ความสามารถทางการศึกษาระดับปานกลางจากผลสำรวจ PISA  ตัว Abrams แนะนำว่า นโยบายทางการศึกษาน่าจะสำคัญต่อความสำเร็จของระบบโรงเรียนของประเทศมากกว่าจะเป็นเรื่องขนาดของประเทศหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มี

ที่จริงแล้วประชากรจำนวน 5.4 ล้านคนของฟินแลนด์สามารถเทียบได้กับหลายๆ รัฐของสหรัฐฯ ซึ่งที่จริงแล้วการศึกษาของคนอเมริกันส่วนใหญ่ก็จัดการในระดับรัฐ จากข้อมูลของ Migration Policy Institute หน่วยงานวิจัยในวอชิงตัน ปี ค.ศ. 2010 มี 18 รัฐในสหรัฐฯ ที่มีเปอร์เซนต์ประชากรที่เป็นคนต่างชาติในระดับเดียวกัน หรือต่างเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเทศฟินแลนด์

ยิ่งกว่านั้น แม้จะมีหลายอย่างที่แตกต่าง แต่ฟินแลนด์และสหรัฐฯ ก็มีเป้าหมายทางการศึกษาที่เหมือนกัน ตอนที่ผู้ร่างนโยบายของฟินแลนด์ตัดสินใจที่จะปฎิรูประบบการศึกษาของประเทศในช่วงทศวรรษ 1970 พวกเขาทำก็เพราะตระหนักถึงความสามารถที่จะแข็งขัน ประเทศฟินแลนด์ไม่สามารถพึ่งพาแต่อุตสาหกรรมการผลิตหรือทรัพยากรทางธรรมชาติที่หายาก แต่ควรจะลงทุนในเศรษฐกิจที่อาศัยความรู้เป็นฐาน

ด้วยเหตุที่อุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ กำลังถดถอย เป้าหมายของนโยบายทางการศึกษาในสหรัฐ ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่ประธานาธิบดีโอบามาลงมา ก็คือเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันโดยลงทุนในสิ่งเดียวกัน  ประสบการณ์ของฟินแลนด์แนะว่า เพื่อที่บรรลุผลนั้น ประเทศจะต้องเตรียมประชากรให้พร้อม ไม่ใช่เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่จะต้องเป็นประชากรทั้งหมดสำหรับเศรษฐกิจใหม่นี้ การที่มีโรงเรียนบางส่วนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลกอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีพอ หากยังมีเด็กถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง

มันเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้หรือ? Sahlberg บอกว่าถึงแม้หนังสือของเขาไม่ได้ใช้เพื่อเป็นคู่มือฮาว์ทู แต่ก็สามารถเป็น “แผ่นพับแห่งความหวัง” ได้

“ตอนที่ประธานาธิบดีเคเนดี้เรียกร้องให้ส่งคนไปดวงจันทร์ก่อนสิ้นทศวรรษ 1960 เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสต์และเทคโนโลยีอเมริกัน คนมากมายบอกว่าเป็นไปไม่ได้” Sahlberg พูดระหว่างเยือนนิวยอร์ก “แต่เคเนดี้มีความฝัน เหมือนที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มี 2-3 ปีหลังจากนั้น ความฝันเหล่านั้นกลายเป็นจริง ความฝันของประเทศฟินแลนด์คือ เราต้องการมีการศึกษาของรัฐที่ดี เพื่อเด็กทุกๆ คน ไม่ว่าเขาจะไปที่โรงเรียนไหน หรือไม่ว่าเขาจะมาจากครอบครัวใด และคนมากมายแม้แต่ในประเทศฟินแลนด์เองก็พูดว่า มันไม่สามารถทำได้

เห็นได้ชัดว่าคนจำนวนมากคิดผิด มันเป็นไปได้ที่เราจะสร้างความเท่าเทียม และบางทีที่สำคัญกว่านั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายวิถีคิดแบบอเมริกันเกียวกับการปฎิรูปการศึกษา ประสบการณ์ของฟินแลนด์แสดงให้เห็นว่ามันเป็นไปได้ที่จะบรรลุความเป็นเลิศด้วยการมุ่งเน้นลงไป ไม่ใช่บนการแข่งขัน แต่เป็นบนการร่วมมือ และไม่ใช่บนการลือก แต่บนความเป็นธรรม

ปัญหาที่การศึกษาในสหรัฐฯ กำลังเผชิญไม่ใช่ความหลากหลายทางเชื้อชาติของประชากร แต่เป็นความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของสังคม และนี่คือปัญหาที่เด่นชัดที่นโยบายปฎิรูปการศึกษาของฟินแลนด์ได้พูดไว้ ความเป็นธรรมในบ้านที่มากขึ้นอาจเป็นสิ่งที่อเมริกาต้องการเพื่อสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในต่างแดน

 * * *