แปลจาก The Children Must Play โดย Samuel E. Abrams, Jan 28, 2011

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศฟินแลนด์ประสบความสำเร็จอย่างมากในการปฎิรูปการศึกษา นักเรียนของประเทศฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับในระดับที่สูงทั้งในด้านการอ่าน คณิตศาสต์ และวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องจากผลการสำรวจของ PISA ทั้งๆ ที่เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ระบบการศึกษาของฟินแลนด์อยู่ในสภาพที่เละเทะ คุณภาพปานกลาง อีกทั้งไม่เป้นธรรม ความสำเร็จนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “Finnish Miracle” นักการศึกษาและสื่อต่างๆ มากมายจากทุกมุมโลกต่างให้ความสนใจ

 

บทความนี้เป็นบทความที่สอง ในชุด Finnish Miracle ซึ่งผู้แปลจะนำบทความต่างๆ ที่เกียวกับความสำเร็จในการปฎิรูปทางการศึกษาของฟินแลนด์มานำเสนอต่อไป-ผู้แปล

 

บทความอืน - ผู้ชนะที่แท้จริงไม่แข่งขัน - บทเรียน (ที่ไม่ใช่สำหรับนักเรียน) จากฟินแลนด์

 

ขณะที่เฝ้าสังเกตการณ์ช่วงพักเรียนบริเวณด้านนอกของ Kallahti Comprehensive School ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงเฮลซิงกิ ในวันที่หนาวเย็นในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 2009 ผมถามครูใหญ่ Timo Heikkinen ว่าถ้าอากาศหนาวมากจะให้เด็กนักเรียนออกมาข้างนอกไหม ครูใหญ่บอกว่าให้ออก แล้วผมก็ถามต่อว่า แล้วถ้าหนาวมากๆๆ ล่ะ ครูใหญ่ยิ้มแล้วพูดว่า "ถ้าอุณภูมิลบสิบห้าองศา [เซลเซียส] และลมแรง อาจจะไม่ นอกเหนือจากนั้นก็คือให้ออก เด็กๆ ไม่สามารถเรียนรู้ได้ถ้าพวกเขาไม่ได้เล่นเด็กๆ ต้องเล่น

 

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐฯและประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ชาวฟินแลนด์ได้วางรูปแบบในการปฏิรูปการศึกษาที่แตกต่างอย่างยิ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักสุตรที่สมดุลและความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่บนการทดสอบ ทางผู้ดูแลการศึกษาของฟินแลนด์ ไม่ใด้แค่เพียงกำหนดช่วงเวลาพักเรียนให้แก่นักเรียนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับในสหรัฐฯเท่านั้น-75 นาทีต่อวันในโรงเรียนประถมของฟินแลนด์ เทียบกับ 27 นาทีต่อวันโดยเฉลี่ยในสหรัฐฯ พวกเขายังจัดให้มีการเรียนศิลปะและงานฝีมือจำนวนมาก การเรียนรู้จากการลงมือทำที่มากกว่า มาตรฐานที่เข้มงวดในการรับรองครู รายได้ของครูที่สูงกว่า และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่น่าดึงดูด นี่เป็นความแตกต่างลิบลับกับสหรัฐฯ ซึ่งนับตั้งแต่ที่สหรัฐฯผ่านกฏหมาย No Child Left Behind ในปีค.ศ. 2002 สหรัฐฯ ก็มุ่งมุ่งเน้นไปที่การทดสอบการอ่านเขียนและคณิตศาสตร์ และจากผลการสำรวจของคณะกรรมการนโยบายการศึกษากลาง พบว่าเขตการศึกษาทั่วประเทศก็ได้ลดทอนหลักสูตรให้แคบลงตามไปด้วย แล้วความพยายามของชาวฟินแลนด์ก็ได้รับผลตอบแทน จากผลการสำรวจ PISA ปี 2009 ด้านการอ่านเขียน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งกระทำทุกๆ 3 ปี นับแต่ปี ค.ศ. 2000 กับเด็กอายุ 15 ปี ประมาณ 5,000 คนในแต่ละประเทศทั่วโลก แสดงให้เห็นว่านักเรียนฟินแลนด์ทำคะแนนได้ในระดับต้นๆ เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน  ขณะที่สหรัฐฯ นั้นทำได้อยู่ในระดับปานกลาง

 

ในการแถลงต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโอบามาพูดถึงกรอบแผนการปฏิรูปโรงเรียนรัฐของสหรัฐฯ ที่มีทั้งการให้รางวัล การเพิ่มคะแนนสอบ และการให้ครูมีส่วนรับผิดชอบต่อความสำเร็จของเด็ก แต่มีสิ่งที่ฟินแลนด์สามารถสอนนักปฏิรูปอเมริกันและชาติอื่นๆ ทั้วโลก ในสิ่งนอกเหนือจากการทดสอบ การบริหารและการประเมินผลที่ไม่ยืดหยุ่น ที่จะสามารถทำให้โรงเรียนของชาตินั้นเป็นเลิศได้อย่างแท้จริง

 

โรงเรียนของฟินแลนด์ไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก่อน ในปี ค.ศ. 1960 พวกเขาอย่างเก่งก็อยู่ในระดับปานกลาง ในปี ค.ศ. 1971 หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบสรุปว่า การที่ประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด ประเทศต้องทำเศรษฐกิจให้ทันสมัย และสามารถจะทำได้โดยเริ่มต้นที่การปรับปรุงโรงเรียน เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นรัฐตกลงที่จะลดขนาดของชั้นเรียน เพิ่มเงินเดือนครู และกำหนดให้ครูทุกๆ คน ภายในปี ค.ศ. 1979 จะต้องจบปริญญาโท

 

ในวันนี้ครูได้กลายเป็นอาชีพที่คนต้องการเป็นมากเสียจน เพียงแค่หนึ่งในสิบของผู้สมัครเท่านั้น ที่ปริญญาโทด้านการศึกษาจำนวน 8 แห่งที่มีจะสามารถรับเข้าเรียนได้ ซึ่งตรงข้ามกับในประเทศสหรัฐฯ คนที่จบมหาวิทยาลัยอาจจะเป็นครูได้โดยไม่ต้องสำเร็จปริญญาโท ยิ่งกว่านั้นครูฟินแลนด์ก็ยังได้รับค่าตอบแทนที่ดีกว่ามาก ครูมัธยมที่มีประสบการณ์ 15 ปี มีรายได้ 102 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับผู้ทีจบปริญญาอื่นๆ ได้รับ ขณะที่ในสหรัฐฯ ครูมีรายได้เทียบเท่ากับแค่ 65 เปอร์เซนต์

 

ถึงแม้ว่าผู้มีอำนาจของฟินแลนด์จะไม่ได้ทำอย่างที่นักการปฏิรูปการศึกษาสหรัฐฯ ทำ อย่างเช่น ให้การบริหารโรงเรียนเป็นเรื่องของบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่หวังกำไรหรือไม่หวังกำไร กำหนดระบบให้รางวัล หรือจัดอันดับครูและโรงเรียนตามผลการสอบ แต่พวกเขาก็ใช้ประโยชน์จากการการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม  พวกเขาได้คนที่มีพรสวรรค์มาเป็นครู โดยการทำให้การเป็นครูนั้นน่าดึงดูด การคัดเลือกครูใหญ่ ผู้ควบคุมดูแล และผู้กำหนดนโยบายจากภายในแวดวงการศึกษามากกว่าที่จะคัดเลือกจากคนภายนอก ผู้มีอำนาจในฟินแลนด์ดูเหมือนจะนำมันมาจากหน้าหนึ่งของหนังสือตำราทางธุรกิจด้านการจัดการองค์กรชั้นเลิศ เหมือนที่นักประวัติศาตร์ทางธุรกิจ Alfred Chandler เคยเขียนไว้ว่า บ่มเพาะพรสวรรค์จากภายใน จากจำนวนเจ้าหน้าที่หลายคนที่ผมได้สัมภาษณ์ที่กระทรวงศึกษาธิการของฟินแลนด์ คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ คณะกรรมการประเมินผลการศึกษา และแผนกการศึกษาของเฮลซิงกิ ทุกคนเคยเป็นครูมาแล้วอย่างน้อย 4 ปี

 

แนวทางที่ฟินแลนด์ใช้กับการเรียนการสอนนั้นก็มีความเด่นชัด  ในระดับเกรด 7 ถึง 9 (ประมาณมัธยมปีที่หนึ่งถึงสามของไทย-ผู้แปล) อย่างเช่นในวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักเรียนฟินแลนด์ทำได้เป็นอย่างดีจากการสำรวจ PISA จะถูกจำกัดอยู่ที่ชั้นละ 16 คนในการทำการทดลองในแต่ละบทเรียน  สำหรับนักเรียนในเกรด 1-9 (ประถมหนึ่งจนถึงมัธยมปีที่สาม-ผู้แปล) จะใช้เวลา 4 ถึง 7 คาบเรียนต่ออาทิตย์ เรียนวิชาศิลปะ ดนตรี ทำอาหาร งานไม้ งานเหล็ก และสิ่งทอ ชั้นเรียนเหล่านี้เป็นวิธีธรรมชาติในการเรียนรู้คณิตศาสต์และวิทยาศาสตร์  บ่มเพาะทักษะการทำงานร่วมกันที่สำคัญ และปลูกฝังเป็นนัยๆ ให้เกิดความเคารพต่อผู้คนที่ทำงานมือทั้งหลาย

 

แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่ทำให้ระบบของฟินแลนด์มีลักษณะเฉพาะก็คือ การที่ประเทศได้คิดอย่างรอบคอบที่จะปฏิเสธแนวทางการทดสอบตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับกันทั้วไป ในขณะที่หลายชาติทั่วโลกต่างพากันจัดระบบการทดสอบตามมาตรฐานอย่างหนักหน่วงในช่วงทศวรรษที่ 1990 คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติของฟินแลนด์กลับสรุปว่าการทดสอบทั้งหลายนั้นจะไปกินเวลาการเรียนการสอนมากเกินไป มีค่าใช้จ่ายมากเกินไปในการสร้างระบบ การดูแล และการให้เกรด และทำให้เกิดความเครียดเกินควร  คำตอบของฟินแลนด์ต่อการทดสอบมาตรฐานก็คือ จัดให้มีการสอบในกลุ่มเล็กที่จะเป็นตัวแทนในเชิงสถิติของนักเรียนทั้งหมดได้และให้ความไว้วางใจในครูทั้งหลาย ซึ่งมากจนถึงขั้นที่คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติปิดหน่วยงานตรวจสอบครูไปเมื่อปี ค.ศ. 1991  ครูในฟินแลนด์เป็นผู้ออกแบบการเรียนการสอนของตัวเอง  โดยใช้หลักสูตรการศึกษาแห่งชาติเป็นแนวทาง ไม่ใช่เป็นพิมพ์เขียว และใช้เวลาเพียง 80 เปอร์เซนต์ในสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับครูในสหรัฐฯ เพื่อที่จะมีเวลาเหลือที่วางแผนการเรียนการสอนและทำงานร่วมกับครูผู้ร่วมงานอื่นๆ จุดเดียวที่เด็กนักเรียนฟินแลนด์จะทำการสอบวัดมาตรฐานก็คือเมื่อจบมัธยมปลายและต้องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย

 

การคำนึงถึงสภาพที่ดีของนักเรียนก็คือหลักฐานอันหนึ่งที่เห็นได้ในหลายสิ่งที่ทำ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 เด็กนักเรียนจะไม่ถูกติดตามผล (หรือแบ่งกลุ่มตามความสามารถ) จนกระทั่งถึงเกรด 10 (มัธยมปีที่สี่-ผู้แปล) ยิ่งกว่านั้น นับแต่ปี ค.ศ. 1991 ผู้มีอำนาจได้ยกเลิกการสอบซ่อม หรือการซ้ำชั้นสำหรับนักเรียนที่ทำได้ไม่ดี โดยสรุปว่าการสอบซ่อมหรือซ้ำชั้นเป็นการตีตรา หรือตราหน้ามากกว่าที่จะทำให้เกิดผล และเด็กนักเรียนที่เรียนอ่อนควรจะได้รับการสอนเพิ่มเติมโดยผู้ชำนาญพิเศษด้านการสอนในวิชานั้นๆ แทน

 

ในหมู่นักธุรกิจและกลุ่มอนุรักษ์ในฟินแลนด์ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาวิพากย์การยกเลิกการวัดผลว่าเหมือนสูตรปรุงเพื่อความเป็นธรรมดาสามัญสำหรับผู้คน แต่พวกเขาถึงกับเงียบงันกับผลการสำรวจ PISA ในปี ค.ศ. 2000 Kari Louhivuori ครูใหญ่ของ Kirkkojärvi Comprehensive School ใน Espoo ซึ่งเริ่มเป็นครูเมื่อปี ค.ศ. 1974 บอกว่า "PISA เป็นของขวัญแห่งโชคของนักการศึกษาฟินแลนด์ พวกเรากำลังถูกโจมตีจากพวกแนวคิดเดิมๆ และกำลังต้องการการยืนยันจากภายนอกในแนวทางใหม่ของเรา" (Louhivuori ยอมรับว่า การสอบบางอย่างก็จำเป็นอย่างยิ่งยวด เพียงเพื่อจะพิสูจน์ว่า การสอบทั่วๆ ไปไม่จำเป็น)  ที่เหนือกว่านั้นก็คือ ตอนนี้มีผลพิสูจน์ที่ชัดเจนทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปการศึกษาของฟินแลนด์ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคของประเทศ ที่โดดเด่นอย่างเช่น Nokia ในด้านโทรคมนาคม Orion ในด้านการตรวจทางการแพทย์และเภสัช  Polar ในด้านการตรวจวัดหัวใจ Vaisala ในด้านการตรวจวัดทางอุตุนิยม และ VTI ในด้านมาตรวัดความเร่งทางธรณีวิทยา ทางลอยฟ้าที่ออกจากกรุงเฮลซิงกิล้วนมุ่งไปไปยังศูนย์วิจัยของบริษัททั้งหลายอย่าง Ericsson IBM และ SAP

 

เสียงวิพากย์วิจารณ์ที่สะท้อนออกมาในการเปรียบเทียบระบบการศึกษาระหว่างของสหรัฐฯกับของฟินแลนด์ที่พบอย่างหนึ่งก็คือ ผล PISA ของฟินแลนด์เป็นผลพวงมาจาการที่ประเทศมีขนาดที่เล็กกว่า มีความกลมกลืนของชนชาติมากกว่า (ประชากร 5.3 ล้านคน มีเพียง 4 เปอร์เซนต์ที่เป็นชาวต่างชาติ) มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะนำบทเรียนที่ได้รับจากฟินแลนด์มาใช้กับประเทศที่มีขนาดอย่างสหรัฐฯ?  คำตอบอยู่ไม่ไกล ประเทศนอร์เวย์เป็นประเทศขนาดเล็ก (ประชากร 4.8 ล้านคน) และมีความกลมกลืนของชนชาติใกล้เคียง (10 เปอร์เซนต์เป็นชาวต่างชาติ) แต่มีความเหมือนสหรัฐฯ มากกว่าฟินแลนด์ในวิถึการศึกษาที่ใช้ ครูไม่จำเป็นต้องจบปริญญาโท ครูในโรงเรียนมัธยมที่มีประสบการณ์ 15 ปี มีรายได้เพียง 70 เปอร์เซนต์ของผู้ทีจบมหาวิทยาลัยอืนๆ ได้รับ  และในปี ค.ศ. 2004 ผู้มีอำนาจตัดสินใจกำหนดให้มีระบบการสอบวัดมาตรฐานแห่งชาติ  ความต้องการผู้มีความสามารถมาเป็นครูมีมากเสียจนรัฐบาลนอร์เวย์ใช้เงินกว่า 3.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพื่อโฆษณารณรงค์เพื่อดึงดูดให้คนมาเป็นครู และเมื่อปลายปีที่แล้วก็เริ่มโครงการที่เรียกว่า Teach First Norway-โครงการแบบเดียวกับของสหรัฐฯ Teach for America in collaboration with Statoil เวอร์ชั่นนอร์เวย์-เพื่อสรรหาครูด้านคณิตศาตร์และวิทยาศาสตร์

 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่เหมือนสหรัฐฯ มากก็คือ ชั้นเรียนในนอร์เวย์มีขนาดใหญ่เกินไป และอุปกรณ์ก็ดูน่ากลัวเกินกว่าจะทำการทดลองวิทยาาศาสตร์  ครูวิทยาศาสตร์ในกรุงออสโล บอกผมว่า โชคไม่ดีที่การมีห้องทดลองนั้นเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ข้อบังคับ และตัวเธอเองก็นึกภาพการทำการทดลองในสมัยนักเรียนเมื่อกว่าสิบปีก่อนไม่ออกเลย  ไม่น่าประหสาดใจเลยที่ในปี ค.ศ. 2000 ค.ศ. 2003 ค.ศ. 2006 และ ค.ศ. 2009 นอร์เวย์ได้คะแนน PISA ปานกลาง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าขนาดและความกลมกลืนของชนชาติไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่เป็นการเลือกนโยบายต่างหากที่นำไปสู่ความสำเร็จทางการศึกษาของประเทศ

 

คนฟินแลนด์ได้ทำให้เห็นชัดแล้วว่า ในประเทศใดๆ ไม่ว่าจะมีขนาดหรือประชากรอย่างไร มันเป็นความฉลาดที่จะลดการสอบและลงทุนลงแรงทำหลักสูตรที่เปิดกว้างแทน ทำชั้นเรียนให้เล็กลง และให้การอบรมฝึกฝน ผลตอบแทน และการดูแลครูที่ดีขึ้นกว่าเดิม  สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่สหรัฐฯ ควรเอาใจใส่