คุณคือครูคนแรกของลูก

คุณคือครูคนแรกของลูก

เป็นคนแรกที่วิจารณ์สินค้านี้

สถานะ: หมด อยู่ระหว่างการผลิต

ราคาปกติ: ฿199.00

ราคาพิเศษ: ฿189.00

รายละเอียด

"ทุกคนเคยเป็นเด็ก แต่หากต้องการเข้าใจเด็กอีกครั้ง อีกทั้งคุณต้องเกี่ยวข้องกับเด็ก นี่เป็นหนังสือที่มิควรพลาด"

คุณคือครูคนแรกของลูก คือหนังสือที่ให้ภาพมนุษย์อย่างเป็นองค์รวมและมองว่าพัฒนาการของเด็กจะดีขึ้นได้ด้วยพัฒนาการของความเป็นพ่อแม่ และสำหรับคนเป็นครูก็สามารถเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ได้อย่างดีเช่นกัน

หลังจากจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากโทรมาหาผมบอกว่า หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขา สามารถนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเขาได้อย่างดียิ่ง และส่งผลให้พัฒนาการของลูกเปลี่ยนไป ยิ่งถ้าพ่อบ้านอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยจะช่วยสนับสนุนแม่บ้านอย่างมากครับ


บรรณาธิการบันทึก

สำนักพิมพ์บ้านภายใน


'คุณคือครูคนแรกของลูก' แปลจาก You Are Your Child's First Teacher ของ Rahima Baldwin Dancy (ราหิมา บาลด์วิน แดนซี) ฉบับภาษาไทยจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บ้านภายใน แปลโดย สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์

คุณคือครูคนแรกของลูก

รายละเอียด

การเลือกแปลหนังสือคุณคือครูคนแรกของลูก   มิได้เลือกเพราะเป็นนักแปลอาชีพ  หากด้วยหนังสือเล่มนี้นำพาความโล่งใจสู่ดิฉันหลายเรื่อง  แม้ราหิมา บาลด์วิน แดนซี เขียนในบริบทของสังคมอเมริกา  แต่ปัญหาในโลกยุคโลกาภิวัตน์  พ่อแม่ ครู และผู้เกี่ยวข้องกับเด็กต่างก็ประสบปัญหาอย่างเดียวกัน  หนังสือเล่มนี้ช่วยคลี่คลายความสับสนในใจจนดิฉันรู้สึกว่าน่าจะอ่านอย่างละเอียดเพื่อซึมซับญาณทัศน์เหล่านี้และเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้  

                ดิฉันเริ่มแปลหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่มีลูกคนที่หนึ่งปีพ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ต้องหยุดพักเพราะได้ทุนไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซันบริดจ์คอลเลจ มลรัฐนิวยอร์ค สหรัสอเมริกา หลังจากสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านประถมศึกษาแนววอลดอร์ฟแล้ว ดิฉันและครอบครัวไปใช้ชีวิตที่ชุมชนแคมพ์ฮิลล์วิลเลจ เมืองโคเพค  จากนั้นก็ย้ายกลับมาเมืองไทย ไม่นานดิฉันก็ตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง (ปัจจุบันมีลูกสามคน) ระหว่างที่ตั้งครรภ์ดิฉันเห็นเป็นโอกาสที่จะกลับมาทำงานแปลหนังสือคุณคือครูคนแรกของลูกให้เสร็จก่อนลูกเกิด  เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ที่ร่ำเรียนมาและเตรียมเป็นแม่ลูกอ่อนอีกครั้ง 

                ในฐานะผู้แปลดิฉันต้องอ่านตรวจแก้สำนวนอยู่หลายครั้ง ยิ่งตรวจยิ่งอ่านดิฉันก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับเวลาและพลังที่ทุ่มเท  ดิฉันรู้สึกถึงประโยชน์ที่ได้รับอย่างมาก  ซึ่งบัดนี้มิได้จำกัดเพียงแค่ตนเองและครอบครัวเท่านั้น พ่อแม่ ครู ที่ขอคำปรึกษาในเรื่องลูกและลูกศิษย์ต่างพอใจการให้การปรึกษาของดิฉัน  ซึ่งดิฉันได้เรียนรู้จากการแปลนี้และจากประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก 

                แม่บางคนหลังจากที่พูดคุยกันบอกว่า มิเคยสบายใจเช่นนี้มาก่อน  เพราะไม่คิดว่าตนเป็นที่พึ่งของตนเองได้ในเรื่องนี้  เธอเป็นทุกข์จากการวินิจฉัยของแพทย์ว่าลูกเป็นแอลดีหรือไร้ความสามารถในการเรียนรู้  และครูยังบอกว่าลูกต้องมีคนดูแลพิเศษจึงเรียนรู้กับเพื่อนในห้องเรียนได้ คำถามแรกที่ดิฉันถามคุณแม่ท่านนี้คือ “แล้วลึกๆ คุณคิดว่าลูกเป็นเช่นนั้นหรือไม่”  เธอเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจ  ดิฉันจึงแนะให้เธอตั้งใจสังเกตลูกอย่างแท้จริงและบันทึกเก็บไว้  หลังจากนั้นประมาณ๑สัปดาห์เราได้คุยกันอีก  หากน้ำเสียงของเธอแจ่มใสจนน่าประหลาดใจ  คำตอบไม่สำคัญเท่ากระบวนการแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง  เพราะนอกจากทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง  ชีวิตไม่ใช่สิ่งตายตัวถูกหรือผิด  คำตอบสำเร็จรูปมิอาจใช้ได้กับทุกคน  คำตอบที่เกิดจากตนเองย่อมเหมาะสมที่สุด  และที่สำคัญพร้อมจะรับผิดชอบโดยไม่โทษผู้อื่น  หรือแม้แต่ตนเอง  ด้วยเลือกสิ่งที่ดีสุดตามความเข้าใจ ณ เวลานั้นแล้ว 

                ปัจจุบันมีแนวคิดการเลี้ยงลูกและการศึกษาแบบต่างๆ มากมายที่ต่างก็ประสงค์ให้เด็กพัฒนาความเป็นมนุษย์  หากวิธีปฏิบัติต่อเด็กแตกต่างกันอย่างการศึกษาแนวนีโอฮิวแมนิสต์(มนุษย์นิยมแนวใหม่)ที่ดูเผินๆ  เราอาจนึกว่าไม่ต่างกับการศึกษาแนววอลดอร์ฟ(ที่มีมนุษยปรัชญาเป็นพื้นฐาน)  ทั้งสองมีคำว่ามนุษย์เหมือนกัน  แต่เมื่อกล่าวถึงเด็ก  ครูคนหนึ่งที่สอนในระบบการสอนแนวนีโอฮิวแมนิสต์กล่าวว่า “สำหรับเด็กๆ เราไม่มองว่าเขาเป็นเด็ก  แต่มองว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็กคนหนึ่ง  เราทำอะไรได้  เขาก็ทำได้เหมือนเรา...”  ซึ่งเห็นตรงกันข้ามกับหนังสือเล่มนี้   แดนซี ผู้เขียนและครูแนววอลดอร์ฟจะมองว่า  เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก  และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้  เพื่อไม่ยัดเยียดและคาดหวังให้เด็กเป็นผู้ใหญ่  หากทำอย่างไรที่จะคุ้มครองความเป็นเด็กให้เป็นไปตามธรรมชาติแห่งวัย  ทัศนะการมองเด็กที่ต่างกันเป็นผลให้การปฏิบัติต่อเด็กแตกต่างกัน  แม้ว่าทั้งสองต่างมีความมุ่งหวังและเจตนาที่ดีกับเด็ก 

                เป้าหมายสำคัญของหนังสือเล่มนี้มิได้คาดหวังให้คุณเชื่อ  หากประสงค์ให้คุณเกิดความประจักษ์ชัดด้วยตนเอง  เพื่อสามารถมีอิสระทางปัญญาซึ่งคือรากฐานแห่งความเข้มแข็งและมั่นคงภายใน  และเป็นสิ่งที่เด็กต้องการจากผู้ใหญ่มากกว่าความสับสนกังวลใจ  สิ่งที่ผู้ใหญ่ในปัจจุบันยัดเยียดให้เด็กส่วนใหญ่มีต้นตอมาจากความกลัว  เช่น  กลัวว่าลูกก้าวไม่ทันการก้าวล้ำของเทคโนโลยี กลัวลูกไม่เก่ง ไม่โดดเด่น กลัวไม่สร้างสรรค์  กลัวลูกเสียโอกาส ฯลฯ  ดังนั้นเมื่อรู้ว่ามีอะไรดีเราก็อยากให้ลูกเรียนรู้ไปหมด  มีเด็กจำนวนมากใช้ชีวิตในวันเสาร์-อาทิตย์อยู่ในห้างสรรพสินค้าที่รวมโรงเรียนสอนพิเศษและทำให้เด็กบางคนใช้ชีวิตอยู่กับพี่เลี้ยงที่พาไปเรียนพิเศษทั้งวัน  แล้วลูกสัมพันธ์กับพ่อแม่ในเวลาใดได้อีก  พ่อแม่ส่วนใหญ่ให้คุณค่าตนเองที่มีต่อลูกน้อยลงไปทุกทีโดยเฉพาะคุณค่าทางใจ หากฝากอนาคตของลูกกับสิ่งภายนอก  ญาณทัศน์ในความเข้าใจลูกมิอาจเกิดขึ้นบนความห่างเหินเช่นนี้   แต่ก็มีพ่อแม่หลายคนเริ่มไม่แน่ใจเพราะเห็นว่าลูกไม่มีความสุข   หรือรู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเคี่ยวเข็ญลูก   และแม้ว่าบางคนอาจรู้สึกว่าตนไม่ได้อยู่ในข่ายใดเลย  ลูกของฉันทำได้ทุกอย่างก็อย่าได้ชะล่าใจ  เพราะผลกระทบอาจยังไม่ปรากฏให้เห็นในเวลานี้  ทุกอย่างที่ได้มามีราคาที่ต้องจ่ายอย่างแน่นอน!  ผู้คนส่วนใหญ่ต่างใช้ชีวิตที่ฝืนกับกฎธรรมชาติมากขึ้น  ด้วยมีวัตถุและสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น  เรามิอาจรับรู้ความต้องการที่แท้จริงของร่างกาย มิได้ยินเสียงเรียกร้องความจำเป็นของเด็ก เช่น ต้องการเคลื่อนไหวร่างกาย  และชีวิตที่มีท่วงทำนอง  เราฝืนชีวิตจนเป็นความเคยชิน  และคิดว่าชีวิตนั้นต้องฝืน  เราจึงฝึกให้เด็กเป็นผู้ใหญ่แม้จะมีแรงเสียดทานอย่างมากก็ตาม   ดิฉันมีโอกาสเข้าสังเกตการณ์การเรียนการสอนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งซึ่งพยายามเร่งเด็กให้น้อยที่สุด หากยังมีการสอนอ่านเขียนบ้างโดยเฉพาะในชั้นอนุบาลสาม  ในโรงเรียนที่สอนอย่างเป็นวิชาการน้อยเช่นนี้  ครูอนุบาลสามยังรู้สึกเหนื่อย เพราะต้องหน้าดำหน้าแดงกับการอธิบายให้เด็กที่ไม่รู้สาฟัง  เมื่อเทียบหน้าตาครูอนุบาลหนึ่งกับครูอนุบาลสามจึงพบว่าครูอนุบาลหนึ่งดูสดใสกว่ามาก   ดิฉันยังได้ไปดูการสอนของโรงเรียนเอกชนที่ใช้การสอนแบบบูรณาการ  ปรากฏว่าครูส่วนใหญ่จะเสียงแหบแห้งเพราะต้องคอยบังคับเด็กให้ทำสิ่งที่เกินวัยของเขา  ดังนั้นเด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนเหล่านี้จะถูกครูแนะนำให้บอกพ่อแม่ว่า “หนูต้องเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน” 

                หนังสือเล่มนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกสบายใจขึ้น  เพราะพบว่าปัญหาการเลี้ยงลูกของตนเป็นเรื่องที่ผู้อื่นก็ประสบเหมือนกัน   และแม้ว่าพ่อแม่บางคนจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้  เขาก็อาจต้องมีปัญหาในเรื่องอื่น  เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมประสบกับความทุกข์เป็นธรรมดา  นี่คือสัจธรรม  ชีวิตงอกงามจากความทุกข์  ดังดอกไม้ที่เบ่งบานจากปุ๋ยและดิน  และหากเราเรียนรู้ความทุกข์จะเป็นหนทางแห่งการพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเราเสมอ  เมื่อครั้งที่ดิฉันศึกษาเรื่องความตาย  ดิฉันได้ข้อสรุปเช่นนี้ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ ไม่กลัว ไม่ตาย ว่า เมื่อเรารู้ว่าควรตายอย่างไร  เราจะรู้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร  และชีวิตที่เกิดมาทั้งหมดก็เพื่อเปลี่ยนแปลง  ขัดเกลาจิตใจของเราให้ดียิ่งขึ้น  หลายครั้งพบว่าลูกทำให้พ่อแม่อ่อนน้อมถ่อมตนได้ดีที่สุด  ดิฉันมักถามตัวเองเสมอว่า ลูกเกิดมาทำไม  ทำไมเขาจึงมาเกิดเป็นลูกของเรา  และดิฉันก็พบคำตอบที่สร้างสรรค์และให้กำลังใจในการเลี้ยงลูกว่า  ลูกเกิดมาเพื่อให้เราพัฒนาตนเอง  แม้ทุกวันนี้ดิฉันยังรู้จักลูกไม่ทั้งหมด  หากเป็นความรู้สึกที่ดี  เป็นปริศนาที่ทำให้รอคอยและอยากรู้จักเขายิ่งขึ้น  และที่แน่ชัดแล้วคือ เขามิใช่ส่วนขยายตัวตนของพ่อแม่  เขามีธรรมชาติแห่งตัวตนของเขา  ลูกทั้งสามคนของดิฉันช่างแตกต่างกัน  และดูเสมือนว่าเป็นไปเพื่อให้เราพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน  การคิดเช่นนี้ทำให้ดิฉันและสามีเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา   ลูกทำให้เรารู้จักตนเองเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะจุดอ่อนที่ลูกมักจี้เราอยู่เสมอ ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เราจึงให้อภัยลูกและอภัยตนเองได้  ลูกก็เช่นกันเขาให้อภัยและรอคอยการเปลี่ยนแปลงของเราอยู่เสมอ 

                คงจะเห็นได้ว่าขณะที่เราคือครูคนแรกของลูก  ลูกก็เป็นครูของเราด้วยเช่นกัน  อย่างน้อยก็ให้เราเรียนรู้ที่จะรัก  และรับผิดชอบอีกชีวิตหนึ่งอย่างแท้จริงดังที่มอร์รี่ ชวาร์ทสกล่าวไว้ดังนี้

                “หากคุณต้องการมีประสบการณ์แห่งความรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง  และต้องการเรียนรู้ที่จะรักและผูกพันอย่างแท้จริงแล้ว คุณควรมีลูก”

                ดิฉันเห็นความจริงนี้ได้อย่างชัดเจนกับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ  ไม่ว่าจะดาวน์ซินโดมหรือออทิสติก  พ่อแม่เหล่านี้ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก  หากหลายคนได้เปลี่ยนทัศนคติในการมองโลกและชีวิต  มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  บางคนสามารถสงบเย็นในท่ามกลางเปลวไฟแห่งความทุกข์ และสามารถมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย  เรียนรู้ที่จะรักและให้อย่างมิรู้เหนื่อยและมิหวังผลตอบแทน เช่นกันทุกอย่างที่อุทิศก็มีรางวัลตอบ  อย่างเช่นหญิงชราคนหนึ่งที่ทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือจากลูกที่เป็นดาวน์ซินโดม  ส่วนลูกอีกหกคนที่ปกติไม่มีใครสนใจใยดีแม่ที่เคยเลี้ยงดูพวกเขา  บางทีโชคร้ายอาจกลับกลายเป็นโชคดี  ชีวิตเป็นเช่นนี้มิอาจด่วนสรุปและกลับพลิกผันได้เสมอ  ให้ฉงนฉงายใจ บางคนดูโชคดีมีวาสนาก็อาจเจอเรื่องร้ายอย่างมิคาดฝัน 

                เป้าหมายและการเดินคือสิ่งเดียวกัน สันติสุขคือทุกย่างก้าวของเรา  เรามิอาจก้าวอย่างร้อนรนเพื่อให้ถึงซึ่งความสงบเย็น  มิอาจสอนให้ลูกเข้าถึงความดีด้วยความชั่ว  สอนความงามด้วยความน่าเกลียด  สอนความรักด้วยความชัง  สอนความจริงด้วยความเท็จ  เราจึงมิอาจสอนลูกให้พัฒนาความเป็นมนุษย์ด้วยการไม่พัฒนาภายในตนเอง  สิ่งนี้สำคัญกว่าภาพลักษณ์  เราต่างไม่สมบูรณ์  อาจมีข้อบกพร่องอีกมาก  แต่มนุษย์ต่างกันที่มีเจตน์จำนงแห่งการพัฒนาตนให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอหรือไม่  ซึ่งจะประทับตราตรึงจิตใจและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของลูกชั่วนิรันดร์  หัวใจแห่งการเป็นครูคนแรกของลูก คือการเป็นแบบอย่างแห่งการพัฒนาความเป็นมนุษย์  หรือความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองของพ่อแม่อยู่เสมอ  ซึ่งลูกมอบโอกาสนั้นแด่เรา 

สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์-ผู้แปล

ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

รหัสสินค้า baanpainai-1
ผู้เขียน ราหิมา บาลด์วิน แดนซี
ผู้แปล สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์
ผู้วาดภาพ ไม่ใช่
ISBN 9789743578250
บาร์โค๊ด 9789743578250
ผู้พิมพ์ สำนักพิมพ์บ้านภายใน
กว้าง x ยาว 14 x 20.5 x 2.8 cm.
จำนวนหน้า 561
รูปเล่ม ปกอ่อน
หมายเหตุ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บ้านภายใน พิมพ์ครั้งที่ 5 เป็นฉบับราคาประหยัด ในโครงการหนังสือใจบุญลดราคาจาก 395 บาท เหลือ 199 บาท

คุณอาจจะสนใจในสินค้าดังต่อไปนี้

บัตรคำศัพท์ต่อภาพ สัตว์โลกน่ารัก (Flash Cards Animals)

บัตรคำศัพท์ต่อภาพ สัตว์โลกน่ารัก (Flash Cards Animals)

ราคาปกติ: ฿139.00

ราคาพิเศษ: ฿129.00

     

Tags สินค้า

ใช่ช่องว่างแบ่ง tag. ใช้ single quotes (') สำหรับคำพูด.